Categories

ช่วงนี้พักเรื่องงานไว้ซักพักครับ ไม่ใช่ว่าหมดมุข แต่เพราะขี้เกียจเรียบเรียงคำพูด ประกอบกับช่วงนี้

เข้าช่วงปลายปีแล้ว  มาเฮฮากับเทศกาลก่อนดีกว่า 55

 

วันนี้เลยเกาะกระแสควันหลงงานลอยกระทงต่อซะหน่อย  เพราะถือว่าปีนี้ มีอะไรเกิดขึ้นมากกว่าปีที่ผ่านๆมา

ที่แค่เคยเดินเล่นตามงานในม.โดยไม่้ได้ใส่ใจกับเทศกาลนี้มากนัก แถมยังได้เที่ยวงานวัด(จริงๆ)

ครั้งแรกในชีวิตซะด้วย

 

งานลอยกระทงสำหรับผมปีนี้ เริ่มด้วยการหาที่ลอยกระทงครับ(เพราะคนข้่างๆ want จัด อิิอิ) ทั้งๆที่ที่เรา

2 คนไปกัน คือริมแม่น้ำเจ้าพระยา แต่มันฟังดูตลกมาก ที่ต้องหาที่ลอยกันชนิดที่เรียกว่า ลำบาก พอดู

ที่แรกที่ไป ก็เล่นที่ใกล้ๆตัวก่อนครับ ท่ารถไฟ หลังรพ.ศิริราชนี่แหละ(ห่างจากหอพักนศพ.ที่คนที่ผมรักพักอยู่

ประมาณ 50 ก้าวเดิน) ตอนแรกทำท่าจะ work ครับ มีคนอยู่พอควร และที่ริมท่า มีเรือข้ามฟากจอดลอยอยู่

(ท่าัมันปิดแล้ว เรือแค่มาจอดยึดกับท่าไว้) ซึ่งถ้าลอยจากเรือเลย ก็เรียกได้ว่าสะดวกดีแล้วก็ริมน้ำแบบจะๆ

แต่มิทันที่การกระทำจะไวเท่าความคิด ก็มีคนที่เข้าใจว่าเป็นคนของบ.เรือข้ามฟากมาไล่ แล้วบอกว่าให้ขึ้นจากเรือ

ถ้าจะลอยก็ให้ใส่ตะแกรง(นึกถึงตะแกรงตักปาท่องโก๋ ต่อด้ามยาวๆไว้ครับ แบบนั้นเลย) แล้วหย่อนลงไปจากท่า

เอ่อ ถ้าจะทำแบบนั้น ตูจะลอยทำไมฟระ

ปฏิบัติการหาสถานที่จึงดำเนินต่อไป โดยยังคง concept "ท่าเรือข้ามฟาก" คราวนี้ย้ายไปท่าวังหลัง ข้างรพ.กัน

โดยระหว่างทางเดินไป ก็แว๊บๆไปดูตรงท่าของรพ.เอง ปรากฏว่า ลอยได้ครับ แต่ต้องฝากจนท.เค้าไปลอย

เนื่องจากคงเกรงว่าจะมีคนอยากลงไปเล่นน้ำกลางดึก แล้วรพ.จะซวย ได้คนไข้เพิ่มกลางดึก

แล้วถ้าจะฝากคนอื่นลอย แล้วตูจะลอยทำไม ว่าแล้วก็เดินต่้อไป 

เมื่อมาถึงท่าวังหลังก็ปรากฎว่า น้ำลึกกว่าท่าเดิมซะอีก ดังนั้น ไม่ work อย่างแรง เอางี้ข้ามฝั่งไปมธ.ดีกว่าฝั่งนั้น

เป็นมหาวิทยาลัย น่าจะพึ่งพาได้ ซึ่งเมื่อเข้าไปก็ใจชื้นครับ คนเยอะมาก ตรงลานท่านปรีดีนี่ อย่างเยอะ

แต่... ก็ยังไม่มีที่จะลอยลงไปกับน้ำได้นี่นา ดังนั้น จึงต้องเดินไปอีกถึงลานสิงห์ ซึ่งมีบริเวณที่ทอดบันได

ลงไปในน้ำเลย แต่ เจ้ากรรม ที่ทางม.คงหวังดี กลัวนศ.จะเมาแล้วตกน้ำตกท่าไป เลยจัดจนท.รับลอยให้

โดยที่เราได้แค่อยู่นอกรั้วเตี้ยๆที่กั้นทางเดินลงบันไดไป

    อาการเดิมครับ แล้วตูจะลอยทำไม ฝากใส่มือคนอื่นเนี่ย 

เอ้อ ลืมบอกไป ว่าระหว่างที่ขึ้นท่าพระจันทร์มา ก็เห็นมีบริการให้นั่งเรือออกไปลอยกลางแม่น้ำบริเวณ

สะพานพระราม 8 เหมือนกัน แต่อารมณ์งกมันมีมากกว่า เพราะตั้งคนละ 30 แหนะ เลยเดินไปดูในมธ.ก่อน

แต่เมื่อถึงตอนนี้ก็ไม่มีทางอื่นละครับ ลงเรือไปเลย ยอมเสียเงินดีกว่าเสียอารมณ์

บริเวณท่าพระจันทร์ ที่จะมีบริการพาไปลอยถึงพระราม 8

 

ทีนี้ก็ไม่มีอะไรมากละครับ หลังจากเรือพาทวนกระแสน้ำไปถึงพระราม 8 ก็จะจอดลอยนิ่งให้แต่ละคน

เริ่มจุดธูป เทียน ไฟเย็น และของตกแต่งตามแต่จะมี แล้วก็ลอยไปได้เลย จะใส่ตะแกรง หรือยอมเสี่ยง

ยื่นมือไปลอยก็เอา  ซึ่งคนข้างๆผมก็อยากเสี่ยงเหลือเกิน แบบว่า จะลอยลงน้ำด้วยมืิอให้ได้

ถ้าตกไปจริงๆนี่ จะแกล้งซ้ำซะให้เข็ด 555

หลังจากได้ลอยสมใจ ทีนี้เราทั้งคู่เลยเ้ริ่มนึกได้ว่ายังไม่้ได้กินข้าวเย็นนี่หว่า แถมเดินไปเดินมาหาที่ลอย

เพลินๆนี่ ปาเข้าไปเกือบ 2 ชม. เหลือเชื่อจริงๆ  เอาล่ะ รีบไปหาของกินดีกว่า พร้อมๆกับการร่วมงานวัด

แบบที่จัดในวัดจริงๆ ครั้งแรกในชีวิตเลยทีเดียว

 

สถานที่ก็เล่นใกล้ๆอีกแล้วครับ วัดหลังรพ.เลยนี่ล่ะ(ผมดันจำชื่อไม่ได้อีกแฺฮะ) ซึ่งมีร้านขายอาหารต่างๆมาออก

กันเพียบ ก็เลยจัดแจงหาของเข้าท้องมาเป็นพลังงานในการเดินงานก่อน ทั้งบาร์บีคิว ปลาหมึกย่าง

กระเพาะปลา และขนมอีกนิดหน่อย(ช่วงนี้ถ่ายรูปไม่ได้เลย ของเต็มมือ อิอิ)

จากนั้นก็เป็นการตระเวนเล่นเกมตามซุ้มของคนที่ผมรัก เพราะไอ้เรามันพวกชอบเดินอย่างเดียว ก็เดินๆไป

จริงๆอยากถ่ายรูปมาก แต่มือไม่ว่าง แถม mem กล้องมือถือก็จะเต็ม เลยถ่ายมาได้แค่นี้

โดยซุ้มเดียวที่ผมมีส่วนร่วมด้วย คือชิงช้าสวรรค์ครับ ตอนแรกว่าจะถ่ายงานจากมุมสูงซะหน่อย

แต่เนื่องจากกระเช้ามันเล็กโคตรๆ ขนาดผมก็ว่าตัวเล็กแล้ว ยังต้องคุดคู้อยู่เลย เลยตัดใจไม่ถ่ายและกินข้าวโพด

อบเนยในมือต่อไป 55 (อาศัยจังหวะคนข้างๆถ่ายรูปอยู่ กินไม่แบ่งซะเลย หุหุ)

บรรยากาศงานโดยรวมก็ถือว่าเป็น งานวัด แบบที่ผมเคยเห็นในหนังบ้าง ตามรูปบ้าง มีซุ้มเกม จำพวกปืนลม

ปาลูกโป่ง ไปจนถึงเบาะอากาศและม้าหมุนที่มีไว้ล่อเด็กๆโดยเฉพาะ(แว่วๆจากคนข้างๆมาว่าอยากเล่น

เหมือนกัน แต่ติดที่อายุเกิน 555) มีอาหาร และที่ขาดไม่ได้คือลิเกครับ  ว่าจะลองไปดูเหมือนกัน

แต่เอาแค่ผ่านๆก็ำพอละ เพราะกลัวว่าความไม่รู้เรื่องจะทำให้หลับซะก่อน ไม่ใช่ว่าไม่อยากช่วยอนุรักษ์ของไทยๆ

นะครับ (อ้างไปนั่้น)

หลังจากเดินครบรอบงาน แล้วก็ออกไป survey ร้านอาหารอีกรอบ เผื่ออยากกินอะไรเพิ่ม แต่ก็ไม่ได้อะไร

เลยเข้าไปในวัดแล้วออกประตูหลัง เป็นการวนงานเล่นอีกรอบ ก็จบงานลอยกระทงของปีนี้อย่างสมบูรณ์

ทั้งได้ลอยกระทงกลางแม่น้ำ(ทั้งชีวิตมานี่ หรูสุดคือคลอง นอกนั้นคือบ่อและสระบัวในบ้าน) แถมได้เดินงานวัด

อีก หาไม่ได้ง่ายนะเนี่ย หุหุ

เหนือสิ่งอื่นใด คือได้อยู่ข้างๆคนที่รักในวันเทศกาลสนุกๆแบบนี้แหละนะ อิอิ แล้วเจอกันแบบยาวๆในงาน

เทศกาลแบบนี้กันใหม่ในงานวัน x-mas ละกันครับ (คิดว่านะ อิอิ) แต่ก็คงคั่นด้วยเรื่องวิชาการของเรือเหาะ

บ้าง ตามอารมณ์ฮะ 

ถ่ายไว้ก่อนจะปล่อยไปตามแม่น้ำ ปีหน้ามาลอยด้วยกันอีกนะ

พรุ่งนี้คงไม่ได้อยู่หน้าจอ ถือโอกาสลอยล่วงหน้า่ที่นี่ตั้งแต่วันนี้เลย หุหุ

สุขสันต์วันลอยกระทงทุกท่านครับ

 

 

ลอยกระทางที่ exteen

 

อันเนื่องมาจากเมื่อวาน มีการจัดงานวันเกิดให้กับคุณแม่ของเจ้าของบ.กันตนา และเนื่องด้วยโรงเก็บ

ของเรือเหาะ อยู่ในพื้นที่ของ Kantana movie town เราก็เลยได้ไปร่วมแจมงานของเค้า ในฐานะ ผู้โรย

ข้าวตอกดอกไม้เพื่อเป็นสิริมงคลจากทางอากาศเสีัยหน่อย ฟังดูไฮโซมากครับงานนี้

 

การบินวันนี้ แบ่งเป็น 2 เที่ยว โดยเที่ยวแรก เริ่มบินขึ้น 9 โมง เพื่อโปรยดอกไม้รับเมื่อเจ้าภาพงานมาถึงครับ

ถังนี้แหละ ที่เอาไว้โปรยจากทางอากาศ

บินไปแล้ว

 

งานนี้ได้แต่รอลุ้นอยู่ที่สนามบิน ไม่ได้ไปร่วมถ่ายรูปกับเค้าเลย แต่ก็ได้ยินจากพี่ๆที่ไปสังเกตการณ์ที่งานว่า

บรรดาแขกตื่นเต้นกันยกใหญ่ อยากไปเห็นบรรยากาศเหมือนกันแฮะ 

ส่วนรอบบ่าย ก็เหมือนกัน โดยเริ่มบินขึ้นเที่ยงครับ ซึ่งรอบหลังจะเป็นช่วงที่งานจัดรับแขก โดยมีการกล่าว

ต้อนรับ และมีงาน การละเล่นต่างๆ(ได้ยินมานะ) รอบนี้บรรดาคนที่ไปร่วมงานเลยเยอะกว่าช่วงเช้า ทางเรา

เลยอาศัยจังหวะโปรโมท ด้วยการบินวนเล่นซะ 6 รอบ (แต่คนรอรับเครื่องทรมานอยู่กลางแดด

 ถังนี้ของรอบบ่าย

สภาพหลังกลับมา ดอกไม้ปลิวกระจายเกลื่อน cabin อิอิ

 

หลังจากจบภารกิจ ก็เหน็ดเหนื่อยไปตามๆกัน แถมหิวมากๆ เพราะตื่นตั้งแต่ 6 โมงเช้า แ้่ต่บ่ายกว่าแล้ว

ก็ยังไม่ได้กินมื้อหนักๆเลย

แต่แล้วก็ลาภปากครับ เพราะทางงานนั้น เค้าเชิญเราไปร่วม(กิน)ด้วย พวกเราก็เลยไม่พลาด ต้องไปแจม

งานทางภาคพื้นด้วยอีก 1 รอบ 555

 

บรรยากาศงาน และซุ้มของร้านอาหารต่างๆ แต่กว่าเราจะไป อาหารก็หมดไปแล้วหลายเต็นท์

 

มื้อนี้ อร่อยสุดๆ เพราะหิวโซ 55

จริงๆเห็นเค้าคุยๆกันว่าดาราไปเยอะ แต่ส่วนมากที่เราจะเป็นตัวประกอบมากกว่า + กับช่วงนี้ผมไม่ได้ดู tv มา

เนิ่นนาน ก็เลยไม่รู้จักใครกับเค้าเล้ย ทำไมไม่มีนางเอก นางรองสวยๆมาให้เห็นตัวจริงบ้างเนี่ย

ก็จบไปอีก 1 งานครับ หวังว่าลงทุนขนาดนี้ ต่อไปเรือเหาะจะได้ดังๆบ้างนะ

เนื่องจากช่วงนี้ชีวิตเรื่อยเปื่อย เซ็งๆ เบื่อๆไปตามอารมณ์ + กับเมื่อวันก่อนมีการบินเพื่อ endorse license

(บินทดสอบฝีมือเพื่อขอใบอนุญาตของนักบิน) วันนี้เลยเอาเรื่องเบาๆที่ไม่เบา คือเรื่องน้ำหนัก มาว่ากันครับ

 

เนื่องจากว่า แรงยกของเรือเหาะจะต่างจากเครื่องบิน นั่นคือ จะมาจากทั้ง aerostatic หรือมาจากแรงลอยตัวของ

ฮีเลียมเอง แต่ว่า ถ้าแรงลอยตัวของมันมากพอจะทำให้เรือเหาะลอยอยู่ตลอด อะไรจะเกิดขึ้นล่ะครับ?? ติ๊กต่อกๆ

คงคิดได้ไม่ยาก  มันก็ไม่ลงพื้นซะทีนะสิครับ ด้วยเหตุนั้น เราจึงต้องเติมฮีเลียมให้มีแรงยกในระดับหนึ่ง แต่ไม่มาก

พอที่จะทำให้มันลอยขึ้นไปชนิดกู่ไม่กลับ

ฉะนั้น เวลาที่มันทำการบินได้ แรงยกอีก 1 แรงที่เข้ามามีบทบาทก็คือแรงที่มาจาก aerodynamic หรือแรงยก

ที่เกิดจากอากาศที่ไหลผ่านตัวมันเวลาบินนั่นเอง ซึ่งเครื่องบินจะอาศัยแรงนี้ที่มากระทำหลักๆกับตัวปีก แต่เรือเหาะ

จะอาศัยตัวบอลลูนทั้งลูก เพื่อให้แรงนี้มาพามันยกตัวขึ้นไปได้

 

และแน่นอนในเมื่อบินขึ้นไปแล้ว สิ่งสำคัญก็คือการลงพื้น ฉะนั้นก่อนทำการบิน เราจะต้องคำนวณน้ำหนัก

ว่าขณะจะปล่อยบินนั้น น้ำหนักของมันมีเท่าไหร่ และเมื่อจะลง น้ำหนักจะเหลือเท่าไหร่ ไม่ใช่ว่านักบินเรา

แวะลงกลางทางนะครับ น้ำหนักถึงได้ลดลง แต่เพราะน้ำมันมันถูกเผาผลาญไปตะหากล่ะ

 

 หน้าตาเครื่องชั่งน้ำหนักที่ใช้ ตาชั่งคนธรรมดานี่แหละครับ นี่เป็นตัวที่ 3 ละ เพราะพังบ่อยมาก

 

โดยก่อนปล่อยเครื่องทุกครั้ง ก็ต้องจะต้องทำการปลดมันออกจากเสาตรึงให้อยู่กับที่ จากนั้นก็เอาคนยกมัน

ขึ้นมา สอดเครื่องชั่งเข้าไป ค่อยๆบรรจงวาง ดูน้ำหนักว่าได้ประมาณเท่าไหร่ เพราะมันไม่ได้อยู่นิ่งๆให้ดู

น้ำหนักได้ง่ายๆครับ มันขยับไปมาตลอด และเป็นสาเหตุนึงที่ทำให้ตาชั่งจากไปก่อนวัยอันควร

โดยน้ำหนักที่พอดีๆจะอยู่ที่ประมาณ 80-85 กิโลกรัมครับ

 

หลังจากนั้น เมื่อออกไปข้างนอกแล้ว ก่อนขึ้นบิน เราก็ต้องให้นักบินเช็กน้ำหนักอีกครั้ง เพราะกระแสลมในแต่ละวัน

แรงไม่เท่ากัน บางครั้งถ้าลมแรงๆ เราก็ต้องทำให้เครื่องมันหนักๆเข้าไว้ครับ ไม่งั้นจะเอาลงยาก  โดยนักบินจะทำ

การยกเรือเหาะให้ล้อพ้นพื้นในระดับเรี่ยๆพื้น (hover) โดยในขณะเสี้ยววิที่ล้อพ้นพื้น(หรือเรียกว่า airborne) ก็จะดู

ว่ารอบเครื่องยนต์ที่ทำให้พ้นพื้นนั้น มีค่าเท่าไหร่ ถ้าิอยู่ในช่วง 3500-4000 รอบต่อนาทีก็ถือว่าใช้ได้

ถ้ามันเบาไป เราก็ต้องใส่ถุงทรายเข้าไปถ่วงเพิ่ม แต่ถ้าหนักไป เราจะเอานักบิน เอ๊ย น้ำที่เป็น ballast ออกครับ

โดยในเครื่องจะมีน้ำอยู่ 84 ลิตร ก็ตีว่าเป็น 84 กิโลกรัม จะเอาออกคราวละประมาณ 10 ลิตร แต่จะไม่มากกว่า

50 ครับ เพื่อเหตุผลด้านความปลอดภัย

การ hover จะทำประมาณ 2 ครั้ง เพื่อความแน่ใจ

 

เมื่อทำการเช็กเรียบร้อย ก็ปล่อยบินกันได้ โดยแน่ใจแล้วว่าลอยขึ้นไปครั้งนี้ จะสามารถลงได้อย่างปลอดภัยละครับ

========================================= 

รูปแถมครับ ถ่ายเล่นตอนรอรับเครื่อง

เนื่องจากช่วงนี้ว่างจากงานบิน เลยมาเขียนถึงเรื่องทั่วไปกันบ้างครับ เผื่อมีคนสนใจ

 

เรื่องจะเสนอในวันนี้ คือเรื่องของระบบขับเคลื่อนนั่นเอง เนื่องจาก airship มีความแตกต่างจากบอลลูน

นั่นคือมันสามารถบังคับทิศทางรวมทั้งความเร็วได้ เนื่องจากมีระบบควบคุมผ่านเครื่องยนต์ และ flight control ต่างๆ

วันนี้พูดถึงพลังขับเคลื่อน หรือ เครื่องยนต์ กันแบบคร่าวๆละกันครับ

 

หลายๆคนอาจจะสงสัยว่ามันใช้เครื่องยนต์แบบไหนบินกัน เพื่อนผมบางคนนึกว่าต้องใช้เครี่ืองยนต์พิเศษ

อะไรทำนองนั้น จริงๆแล้ว เครื่องยนต์ของมัน เป็นเครื่องยนต์ลูกสูบ 4 สูบ 4 จังหวะ ที่ใช้ในเครื่องบินเล็ก

นี่แหละครับ เรียกว่าโดยหลักการแทบไม่ต่างไปจากเครื่องยนต์ของรถยนต์ที่เราๆใช้กันอยู่ เพียงแต่เครื่องยนต์

ของอากาศยานจะต้องทนการใช้รอบสูงได้นานๆ มีระบบปั่นไฟของตัวเอง

รวมทั้งต้องมีการระบายความร้อนที่ดีซะหน่อยด้วย

จากรูป จะเห็นเครื่องยนต์อยู่ด้านล่างนะครับ เป็นสูบนอนพันธุ์เดียวกับ Subaru Impreza ที่เห็นด้านบนดำๆ

เป็น generator หรือตัวปั่นไฟระบบ 27V สายพานด้านล่างที่แยกซ้ายขวา จะแยกไปขับใบพัด ซึ่งจะพูดถึง

คราวหลัง

ถ้าสังเกตดีๆจะเห็นควา่มต่างจากเครื่องยนต์รถยนต์อีกอย่าง นั่นคือ 1 กระบอกสูบ จะมี 2 หัวเทียนครับ

ซึ่งเป็น safety factor ของอากาศยาน ซึ่งมักต้องมีของสำรองเสมอ(เช่น ปั๊มต่างๆต้องมี 2 ตัว หรือใน

เครื่องบินโดยสาร ถ้ามี 2 เครื่องยนต์ ก็แปลว่าต้องบินได้ด้วยเครื่องยนต์เดียว ในเวลาจำกัีด หรือมี 4 เครื่อง

ก็ต้องบินได้ด้วย 2 เครื่อง เป็นต้น) กระบอกด้านบนไว้ใส่น้ำยาหล่อเย็น โดยระบบระบายความร้อนของเครื่องนี้

จะมี 2 อย่างคือใช้น้ำยาหล่อเย็นและอากาศด้วย เรียกว่า air-liquid cooling system

ถังสีเงินด้านล่าง เป็นกระบอกใส่น้ำมันเครื่องครับ โดยจะส่งไปเลี้ยงลูกสูบ ระบายความร้อนบริเวณ

ฐานกงใบพัด และวนกลับในระบบ

 

สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือเชื้อเพลิง ซึงเชื้อเพลิงที่ใช้ก็หาทั่วๆไป นั่นคือ gasoline95 หรือบ้านเราเรียกว่า

เบนซิน ออกเทน 95 นั่นเอง

คอเติมน้ำมัน ที่ฝาถังจะเป็นร่อง เพื่อให้แผ่น safety เล็กๆด้านบนขัดฝาเอาไว้ ไม่ให้หมุนออกโดยไม่ตั้งใจ

ในถังน้ำมันนี้ จะจุ 75+16 ลิตร(safety 16 ลิตร ส่วนนี้ห้ามใช้เนื่องจากถ้าน้ำมันน้อยกว่านี้ เวลา airship เอียง

เมื่อทำการเลี้ยว น้ำมันอาจจะไม่ feed เข้าเครื่องยนต์ได้ แล้วมันจะดับครับ) ซึ่งอัตราการบริโภคเท่าที่เฉลี่ยดู

อยู่ที่ชั่วโมงละ 11 ลิตรครับ บินได้ประมาณ 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมงนะ

 

คร่าวๆเกี่ยวกับเครื่องยนต์ก็มีแค่นี้ ไว้ว่างๆจะมาเขียนถึงระบบอื่นๆต่อไปครับ