Categories

My-life

entry นี้ไม่มีอะไรมาก นอกจากมาอวดของ ข้างล่างนี้



จำได้ว่า ผมไปดูบอลในสนามครั้งล่าสุด น่าจะเป็นที่นี่ ใน match เปิดสนามของไทยลีก(ไทยแลนด์พรีเมียร์ลีกในปัจจุบัน)
น่าจะปี 43-44 ได้ล่ะมั้ง อิอิ ที่สนามนี้แหละ ตอนนั้นตั๋วหรูสุดคือ 50 บาท อืม แพงจริงๆ 55

แล้วผมก็ร้างราการดูบอลสดๆไป เนื่องจากไม่มีคู่น่าสนใจ

จนปีที่แล้วเริ่มมีกระแสรักบอลไทยเกิดขึ้น ทั้งความพยายามจูงใจคนให้ไปเชียร์
พร้อมกับข้อมูลของคอลัมนิสต์สายข่าวฟุตบอลหลายคนว่า ทีมชาติไทยชุดนี้
มีการจัดการที่ดีขึ้นมาก เป็นมืออาชีพมากขึ้น ก็เลยคิดว่า บอลโลกรอบคัดเลือกนี่แหละ
เป็นโอกาสที่ดี ที่จะได้ไปพิสูจน์ รวมทั้งรื้อฟื้นไฟบ้าบอลของผม ที่มันเบาๆลงไป
มาร่วม 2 ปี ให้กลับมาแรงได้เหมือนเดิมซะที


ก็เลยฝากประชาสัมพันธ์ด้วยเลย ใครที่ชอบฟุตบอล แล้วได้มาอ่าน entry นี้ ก็ช่วยผมไปเชียร์
ทีมชาติไทยด้วยนะครับ ถึงจะไปไม่ไกลถึงบอลโลกรอบสุดท้าย แต่เชื่อว่า มีคนไปเชียร์ ไปให้กำลังใจ
นักฟุตบอลจะได้มีแรงซ้อม แรงใจกันให้มาก เพราะตั้งแต่ทำงานมา ผมรู้ซึ้งแล้วว่า คำว่า passion
มันสำคัญต่อการทำงานอย่างไร รายละเอียด ดูที่เว็บไทยทิกเก็ตได้เลย


ว่าแต่ ทำไมมันต้องเตะ midweek ด้วยเนี่ย ต้องถ่อสังขารไปถ.ที่รถติดโคตรๆหลังงานเลิกหรอนั่น โอว

ปกติผมไม่ใช่คนงมงาย หรือเชื่ออะไรง่ายๆ แต่ผมมีความเชื่อนึงในใจ

นั่นคือการที่คนเราจะได้มารู้จักกันนั้น ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่มีอะไรบางอย่าง

นำพามาให้เจอกัน หรือจะบอกว่า คนเราถ้ามีชะตาให้ต้องมารู้จักกัน ยังไงซะ

ก็มีเรื่องมาให้รู้จักกันจนได้

 

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้หยุดพักร้อนยาว จึงได้เดินทางไปเที่ยวจ.เชียงใหม่

ตามแผนการที่วางมาตั้งแต่ต้นปี โดยถือเป็นการกลับไปจ.นี้ ครั้งแรกในรอบ 5 ปี เนื่องจาก

มีเพื่อนคุณแม่มาตั้งรกรากที่นี่ เลยมีโอกาสได้ติดสอยห้อยตามคุณแม่มาเยี่ยมเพื่อนคนนี้

อยู่้เนืองๆ แต่ครั้งนี้เพิ่มเหตุผลมาอีกข้อ คือการกลับบ้านในช่วงปิดเทอมของคนที่ผมรักด้วย

ดังนั้น เลยถือโอกาสนี้ เป็นการเที่ยวตจว.ด้วยกันครั้งแรกไปด้วยเลย (ต่างคนต่างก็มีที่พัก

แถมมีรถให้ใช้อีก สบายไปเกินครึ่งแล้น)

 

ที่เล่ามาเป็นแค่การเกริ่นนำครับ เพราะเนื้อหาของหัวข้อ อยู่ในคืนที่ครอบครัวของคนที่ผมรัก

ได้มากินมื้อค่ำด้วยกันที่ร้านป้าผม ทำให้เหล่าผู้ใหญ่ได้มีโอกาสสนทนากัน ซึ่งเนื้อหาก็คงไม่พ้น

การเผา เอ๊ย การอวดความสามารถของลูกตัวเองตั้งแต่อดีตยันปัจจุบัน 55 ซึ่งข้อความช่วงหนึ่ง

ในการสนทนา ทำให้เกิดความสงสัยกันว่าลูกของป้าเค้า(ซึ่งเป็นน้องชายผม ตอนเด็กสมัยเค้ายังอยู่

กทม.ก็เคยมากิน นอน เล่นด้วยกันที่บ้านผม) กับคนที่ผมรักน่าจะรู้จักกันมาตั้งแต่เด็กสมัยที่เรียน

ดนตรีในร.ร.ดนตรีแห่งหนึ่งกลางเมืองเชียงใหม่

 

แต่ ณ ขณะนั้นก็ยังไม่มีใครสรุปได้ จนกระทั่งรอถึงวันที่ 7 ที่น้องผมกลับจากกทม. ไปที่บ้าน

แล้วก็ได้เจอหน้ากับคนที่ผมรัก น้องผมก็เลยบอกว่าจำได้ เพราะหน้าตาก็ไม่ได้เปลี่ยนไปมาก

แค่แก่ขึ้นเท่านั้น 55 (จริงๆอันนี้ผมพูดเอง ) ซึ่งเท่ากับว่า 9 ปีนับตั้งแต่การเรียนสมัยมัธยม

+ มหาวิทยา่ลัย ที่ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปใช้ชีัวิตของตัวเอง จนเมื่อไม่กี่วันก่อนจึงได้มา

"รู้จัก"กันอีกครั้งโดยมีผมเป็นตัวเชื่อม(เน้นว่า รู้จัุก ไม่้ใช่แค่เดินสวนกันกลา่งเมือง แ้ล้วต่างฝ่าย

ต่างก็ไม่รู้จักกันไป)

 

จะว่าโลกมันกลม หรือว่า 2 คนนี้มีชะตาที่ต้องให้มารู้จักกันดี?

 

ขอแถมตัวอย่างอีกคู่หนึ่งที่ผมได้ยินมาเมื่อปีที่แล้ว โดยเมื่อต้นปีที่แล้วผมได้รู้จักเพื่อนเพิ่ม

จากเว็บบอร์ดแห่งหนึ่ง โดยเพื่อนพี่น้องคู่นี้รู้จักกันผ่านเว็บบอร์ดแห่งนี้เหมือนกัน ก่อนได้มา

รู้จักกับผม เนื่องจากตอนนั้นต้องติดต่อเรื่องงานกันเล็กน้อย

 

เวลาผ่านไป จนวันหนึ่งขณะที่เรา 3 คนนั่ง taxi ผ่านไปย่านกลางเมืองใกล้ๆรพ.หัวเฉียวฯ

ก็มีคนเปิดประเด็นว่าเค้าคลอดที่นั่น ซึ่งทำให้อีกคนตอบรับทันที ว่าอ้าว เค้าก็เกิดที่นั่้นเหมือนกัน

ทำให้ลองถามๆกันดู จนรู้ว่าจริงๆแล้วทั้ง 2 คนนั้น ตอนเด็กบ้านอยู่ใกล้กัน โดยห่างกัน 2 block ได้

แต่ก็ไม่ได้รู้จักกัน และต่อมาก็ต่างฝ่ายต่างย้ายบ้านกันไปอยู่คนละมุมเมือง (คนนึงใกล้ท่าพระ อีกคน

ใกล้บางกะปิ) ผ่านไปกว่า 10 ปี ถึงได้มารู้จักกันได้ ผ่านโลกอินเตอร์เน็ต

 

จะว่าโลกกลม หรือว่า ทั้ง 2 คนนั้น มีชะตาให้ต้องมารู้จักกัน แม้จะย้ายถิ่นที่อยู่ไปแล้ว ก็มีเรื่อง

มาให้เจอกันจนได้?

 

มีใครที่เคยคิดแบบผมบ้างมั้ยครับ? 

จริงๆช่้วงนี้ว่าจะเอาเรื่องการเลือกตั้งมาบ่น แต่วันนี้เจอเรื่องสดกว่า สั้นกว่า เลยเอามาระบายก่อน อิอิ

 

อันว่าคนเราเวลาจะส่งจม.ให้คนอื่น ก็ต้องจ่าหน้าซองที่อยู่ของคนรับให้ชัดเจนที่สุดใช่มั้ยครับ

ทั้งบ้านเลขที่ หมู่ หมู่บ้าน/ชื่อตึก ซอย ถนน แขวง เขต จังหวัด รหัสไปรษณีย์ บางคนก็เขียนซะครบถ้วน

จนบางครั้งผมงงว่ากลัวบุรุษไปรษณีย์จะมีงานทำน้อยไปหรือไง ถึงต้องจ่าให้ยาวเหยียด ให้เสียเวลา

อ่านเยอะๆ

 

แต่วันนี้ผมเจอคนขี้เกียจครับ(หรือเค้าเขียนมาเท่าที่เค้ารู้ ก็ไม่รู้) เขียนมาแค่ชื่อคนรับ บ้านเลขที่

แขวง เขต จังหวัด รหัสไปรษณีย์  ฟังดูก็เหมือนมันน่าจะำพอใช่มั้ยครับ แล้วมันก็ส่งมาที่บ้านผม

ได้ถูกต้องซะด้วย (แน่นอนที่อยู่ก็ถูกต้องหมด)

 

แต่ไอ้ที่มันไม่ถูกก็คือ อ่านชื่อคนรับแล้วมันใครหว่า บ้านผมตั้งแต่สร้างมา มันก็เป็นของครอบครัวผม

แล้วก็ไม่เคยมีคนชื่อนี้เข้ามาย่างกราย แม้แต่เฉียดเข้ามาในทะเบียนบ้าน แล้วนี่มันมาจากไหนหว่า

ซักพักเลยเกิดพุทธิไอเดียในการ search หาชื่อใน google ซะเลย แล้วก็เจอซะด้วย

 

ปรากฏว่าที่อยู่นั้น เป็นที่อยู่เดียวกับผมเป๊ะครับ แต่ว่าอยู่คนละซอย โดยเค้าอยู่ซ.ลาดพร้าว 71

แต่ผมอยู่โชคชัย 4 (มันก็ใกล้ๆกันดีเนอะ) นั่นแสดงว่าที่อยู่ที่อยู่บนจม.มันถูกต้องหมด  เพียงแต่

บ้านมันอยู่คนละหมู่เท่านั้นเอง(แต่ที่อยู่ที่ผมเจอในเว็บไม่มีหมู่บอก)

 

ไอ้ที่ตลกกว่านั้น  คือบนจม.จ่าหน้าคำนำหน้าคนรับว่า นาย แต่ในเว็บที่เจอ ดันเป็น พญ.

แต่ผมเดาจากชื่อ ก็น่าจะเป็นผู้ชายมากกว่า(ซึ่งตอนนี้เค้าคงเป็น นพ. ในรพ.ไหนซักแห่ง)

 

ที่เล่ามาก็อยากให้เป็นอุทาหรณ์ด้วยครับ เวลาส่งจม.ให้ใคร จ่าหน้าให้ชัดเจนนะครับ

เอาว่า ให้ละเอียดชนิดบุรุษไปรษณีย์ไปเคาะประตูบ้าน/ห้องได้เลยยิ่งดี ส่วนจม.

ที่ผมได้รับ ก็คงเพิ่มที่อยู่ว่าเป็นซ.ลาดพร้าว 71 แล้วเอาไปหย่อนตู้จม.อีกรอบ

ให้จม.ได้ไปหาเจ้าของที่แท้จริงซะ

(แต่ถ้ามันกลับมาบ้านผมอีกที ผมจะหาเวลาว่าง ดักตีหัวบุรุษปณ. 555)

 

 

ปล. ใครที่สงสัยว่าทำไมผมไม่อัพเรื่องงานบ้างเหมือนแต่ก่อน หรือว่าโดนไล่้ออกไปแล้ว

ขอบอกว่า ยังอยู่ครับ เพียงแต่เรามีปัญหาภายในนิดหน่อยทำให้ตอนนี้เรือเหาะไม่ได้ออกบิน

ก็ขอให้อดใจรอกันอีกหน่อยนะครับ

กระแสช็อกโกแลต

posted on 14 Feb 2008 14:54 by ari05  in My-life

บางคนที่รู้จักผม อ่าน entry นี้แล้วอาจจะงง ว่าอย่างแกนี่ ไปดูหนังเรื่องช็อกโกแลตที่กำลังดัง

เป็นกระแสอยู่ในช่วงนี้ด้วยรึ??

หามิได้ ช่วงนี้ผมดูหนังไทยเยอะขึ้นแ้ล้วนะ 55 แต่เปล่าๆ วันนี้จะมาพูดเรื่องช็อกโกแลตที่เป็นของหวาน

ที่กินได้จริงๆต่้างหาก แล้วก็ไม่ได้จะเขียนต้อนรับวาเลนไทน์โดยตรงด้วย แต่บังเอิญคิดข้อสังเกตได้ในวันนี้พอดี

เรื่องของเรื่องก็คือช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมา มีโอกาสได้เข้าห้าง และทำการสำรวจตลาดขนมอย่างตั้งใจบ้าง

หลังจากเดือนที่แล้วต้องเข้า mode ประหยัด ซัดแต่มาม่าไปหลายมื้อ อย่าว่าแต่ของฟุ่มเฟือยอย่างขนมหวาน

อาหารหลักมื้อไหนเกิน 50 ยังต้องคิดหนัก (ชีวิตเอ็งน่าสงสารขนาดนั้นเลยหรอเนี่ย ) มาเดือนนี้เลยปลดปล่อย

ซัดของแพงไปเยอะ อีกครึ่งเดือนที่เหลือ อาจต้องพึ่งพามาม่าอีกแล้ว 55

ใครที่รู้จักผมอีกนั่นแหละ ก็คงรู้ว่าขนมหวานที่ผมชอบมากๆก็คือช็อกโกแลต เรียกว่า ถ้าเอาจริง ซื้อทีเกิน 500 แน่ๆ

แต่ก็พยายามยับยั้งชั่งใจ อิอิ และจากการเดินซื้อมาร่วมครึ่งเดือนทำให้สังเกตได้ว่าเดี๋ยวนี้มี "Dark choc" ให้เลือกเยอะมาก

เนื่องจากผมเป็นคนชอบกิน dark choc มาแต่ไหนแต่ไร แต่เมื่อก่อนนี่จำได้ว่าหาซื้อค่อนข้างยาก และน่าจะมี

แค่ของ Meiji กล่องสีดำๆเท่านั้นที่พอพึ่งพาได้

แต่มาเดี๋ยวนี้มีให้เลือกหลายแบบ หลายยี่ห้อมาก ที่กินบ่้อยๆก็น่าจะของ Lotte อันที่เขียนว่า

Kakao 56% (จริงๆอันนี้แค่กึ่งๆ dark), แล้วก็กล่องดำที่บอกไปแล้ว นอกนั้นตามท้องตลาดเดี๋ยวนี้ก็ยังมีอีกเยอะ

ที่เจอใหม่วันนี้ก็อย่าง

M&M เจ้าพ่อช็อกโกแลตเม็ด เดี๋ยวนี้ก็เอากับเค้าด้วย

Lindt 1 ในช็อกโกแลตที่เอาไว้ซื้อในช่วงที่ป๋าจริงๆ เพราะไซส์ขนาด 3x4 มาตรฐานพี่แกเล่นไป

99 บาท(กินตั้งแต่ 79 ก็ว่าแพงละ) แต่ๆ วันนี้เค้ามีโฉมใหม่ ขนาดเล็กมาหน่อยแถมบางเจี๊ยบ แต่เมื่อมากับรส

dark - mint choc (ผมโคตรชอบอ่ะรสมินต์เนี่ย) แถมราคาเกือบๆ 40 ถือว่าัยังไม่ทำให้ต้องคิดมากเท่าไหร่

เลยลองซื้อมาซะ

เวเฟอร์สอดไส้ครีม Loacker เดี๋ยวนี้ก็มี dark กับเค้าด้วย แต่ผมว่าอร่อยสู้ Kakao ไม่ได้นะ

 

เหล่านี้คือพวกที่เคยกินและจำได้ ยังมีที่ไม่ได้จำยี่ห้ออีกเยอะมาก ก็เลยสงสัยว่าไอ้กระแส dark choc / Kakao เนี่ย

มันมาจากไหนกันหว่า เมื่อก่อนหายากจะตาย เดี๋ยวนี้กลายเป็นว่าพวก milk choc จะหากินยากแทน (พูดแล้ว

นึกถึง milk choc ซองสีแดงของ Nestle เมื่อก่อนชอบมาก เดี๋ยวนี้หาไม่ได้แล้ว)

แต่ไม่ว่ากระแสมันจะมาจากไหน ก็หวังว่าบ้านเราจะมีช็อกโกแลตอร่อยๆมาให้กินเยอะๆบ้างก็ดี เพราะที่กินมา

แล้วรู้สึกว่าชอบส่วนมากมันนำเข้าทั้งนั้น แพงก็แพงแถมขาดดุลอีก

แต่ตอนนี้ ก็ต้องยอมขาดดุลไปก่อนล่ะ ฮิฮิ

ช่วงนี้พักเรื่องงานไว้ซักพักครับ ไม่ใช่ว่าหมดมุข แต่เพราะขี้เกียจเรียบเรียงคำพูด ประกอบกับช่วงนี้

เข้าช่วงปลายปีแล้ว  มาเฮฮากับเทศกาลก่อนดีกว่า 55

 

วันนี้เลยเกาะกระแสควันหลงงานลอยกระทงต่อซะหน่อย  เพราะถือว่าปีนี้ มีอะไรเกิดขึ้นมากกว่าปีที่ผ่านๆมา

ที่แค่เคยเดินเล่นตามงานในม.โดยไม่้ได้ใส่ใจกับเทศกาลนี้มากนัก แถมยังได้เที่ยวงานวัด(จริงๆ)

ครั้งแรกในชีวิตซะด้วย

 

งานลอยกระทงสำหรับผมปีนี้ เริ่มด้วยการหาที่ลอยกระทงครับ(เพราะคนข้่างๆ want จัด อิิอิ) ทั้งๆที่ที่เรา

2 คนไปกัน คือริมแม่น้ำเจ้าพระยา แต่มันฟังดูตลกมาก ที่ต้องหาที่ลอยกันชนิดที่เรียกว่า ลำบาก พอดู

ที่แรกที่ไป ก็เล่นที่ใกล้ๆตัวก่อนครับ ท่ารถไฟ หลังรพ.ศิริราชนี่แหละ(ห่างจากหอพักนศพ.ที่คนที่ผมรักพักอยู่

ประมาณ 50 ก้าวเดิน) ตอนแรกทำท่าจะ work ครับ มีคนอยู่พอควร และที่ริมท่า มีเรือข้ามฟากจอดลอยอยู่

(ท่าัมันปิดแล้ว เรือแค่มาจอดยึดกับท่าไว้) ซึ่งถ้าลอยจากเรือเลย ก็เรียกได้ว่าสะดวกดีแล้วก็ริมน้ำแบบจะๆ

แต่มิทันที่การกระทำจะไวเท่าความคิด ก็มีคนที่เข้าใจว่าเป็นคนของบ.เรือข้ามฟากมาไล่ แล้วบอกว่าให้ขึ้นจากเรือ

ถ้าจะลอยก็ให้ใส่ตะแกรง(นึกถึงตะแกรงตักปาท่องโก๋ ต่อด้ามยาวๆไว้ครับ แบบนั้นเลย) แล้วหย่อนลงไปจากท่า

เอ่อ ถ้าจะทำแบบนั้น ตูจะลอยทำไมฟระ

ปฏิบัติการหาสถานที่จึงดำเนินต่อไป โดยยังคง concept "ท่าเรือข้ามฟาก" คราวนี้ย้ายไปท่าวังหลัง ข้างรพ.กัน

โดยระหว่างทางเดินไป ก็แว๊บๆไปดูตรงท่าของรพ.เอง ปรากฏว่า ลอยได้ครับ แต่ต้องฝากจนท.เค้าไปลอย

เนื่องจากคงเกรงว่าจะมีคนอยากลงไปเล่นน้ำกลางดึก แล้วรพ.จะซวย ได้คนไข้เพิ่มกลางดึก

แล้วถ้าจะฝากคนอื่นลอย แล้วตูจะลอยทำไม ว่าแล้วก็เดินต่้อไป 

เมื่อมาถึงท่าวังหลังก็ปรากฎว่า น้ำลึกกว่าท่าเดิมซะอีก ดังนั้น ไม่ work อย่างแรง เอางี้ข้ามฝั่งไปมธ.ดีกว่าฝั่งนั้น

เป็นมหาวิทยาลัย น่าจะพึ่งพาได้ ซึ่งเมื่อเข้าไปก็ใจชื้นครับ คนเยอะมาก ตรงลานท่านปรีดีนี่ อย่างเยอะ

แต่... ก็ยังไม่มีที่จะลอยลงไปกับน้ำได้นี่นา ดังนั้น จึงต้องเดินไปอีกถึงลานสิงห์ ซึ่งมีบริเวณที่ทอดบันได

ลงไปในน้ำเลย แต่ เจ้ากรรม ที่ทางม.คงหวังดี กลัวนศ.จะเมาแล้วตกน้ำตกท่าไป เลยจัดจนท.รับลอยให้

โดยที่เราได้แค่อยู่นอกรั้วเตี้ยๆที่กั้นทางเดินลงบันไดไป

    อาการเดิมครับ แล้วตูจะลอยทำไม ฝากใส่มือคนอื่นเนี่ย 

เอ้อ ลืมบอกไป ว่าระหว่างที่ขึ้นท่าพระจันทร์มา ก็เห็นมีบริการให้นั่งเรือออกไปลอยกลางแม่น้ำบริเวณ

สะพานพระราม 8 เหมือนกัน แต่อารมณ์งกมันมีมากกว่า เพราะตั้งคนละ 30 แหนะ เลยเดินไปดูในมธ.ก่อน

แต่เมื่อถึงตอนนี้ก็ไม่มีทางอื่นละครับ ลงเรือไปเลย ยอมเสียเงินดีกว่าเสียอารมณ์

บริเวณท่าพระจันทร์ ที่จะมีบริการพาไปลอยถึงพระราม 8

 

ทีนี้ก็ไม่มีอะไรมากละครับ หลังจากเรือพาทวนกระแสน้ำไปถึงพระราม 8 ก็จะจอดลอยนิ่งให้แต่ละคน

เริ่มจุดธูป เทียน ไฟเย็น และของตกแต่งตามแต่จะมี แล้วก็ลอยไปได้เลย จะใส่ตะแกรง หรือยอมเสี่ยง

ยื่นมือไปลอยก็เอา  ซึ่งคนข้างๆผมก็อยากเสี่ยงเหลือเกิน แบบว่า จะลอยลงน้ำด้วยมืิอให้ได้

ถ้าตกไปจริงๆนี่ จะแกล้งซ้ำซะให้เข็ด 555

หลังจากได้ลอยสมใจ ทีนี้เราทั้งคู่เลยเ้ริ่มนึกได้ว่ายังไม่้ได้กินข้าวเย็นนี่หว่า แถมเดินไปเดินมาหาที่ลอย

เพลินๆนี่ ปาเข้าไปเกือบ 2 ชม. เหลือเชื่อจริงๆ  เอาล่ะ รีบไปหาของกินดีกว่า พร้อมๆกับการร่วมงานวัด

แบบที่จัดในวัดจริงๆ ครั้งแรกในชีวิตเลยทีเดียว

 

สถานที่ก็เล่นใกล้ๆอีกแล้วครับ วัดหลังรพ.เลยนี่ล่ะ(ผมดันจำชื่อไม่ได้อีกแฺฮะ) ซึ่งมีร้านขายอาหารต่างๆมาออก

กันเพียบ ก็เลยจัดแจงหาของเข้าท้องมาเป็นพลังงานในการเดินงานก่อน ทั้งบาร์บีคิว ปลาหมึกย่าง

กระเพาะปลา และขนมอีกนิดหน่อย(ช่วงนี้ถ่ายรูปไม่ได้เลย ของเต็มมือ อิอิ)

จากนั้นก็เป็นการตระเวนเล่นเกมตามซุ้มของคนที่ผมรัก เพราะไอ้เรามันพวกชอบเดินอย่างเดียว ก็เดินๆไป

จริงๆอยากถ่ายรูปมาก แต่มือไม่ว่าง แถม mem กล้องมือถือก็จะเต็ม เลยถ่ายมาได้แค่นี้

โดยซุ้มเดียวที่ผมมีส่วนร่วมด้วย คือชิงช้าสวรรค์ครับ ตอนแรกว่าจะถ่ายงานจากมุมสูงซะหน่อย

แต่เนื่องจากกระเช้ามันเล็กโคตรๆ ขนาดผมก็ว่าตัวเล็กแล้ว ยังต้องคุดคู้อยู่เลย เลยตัดใจไม่ถ่ายและกินข้าวโพด

อบเนยในมือต่อไป 55 (อาศัยจังหวะคนข้างๆถ่ายรูปอยู่ กินไม่แบ่งซะเลย หุหุ)

บรรยากาศงานโดยรวมก็ถือว่าเป็น งานวัด แบบที่ผมเคยเห็นในหนังบ้าง ตามรูปบ้าง มีซุ้มเกม จำพวกปืนลม

ปาลูกโป่ง ไปจนถึงเบาะอากาศและม้าหมุนที่มีไว้ล่อเด็กๆโดยเฉพาะ(แว่วๆจากคนข้างๆมาว่าอยากเล่น

เหมือนกัน แต่ติดที่อายุเกิน 555) มีอาหาร และที่ขาดไม่ได้คือลิเกครับ  ว่าจะลองไปดูเหมือนกัน

แต่เอาแค่ผ่านๆก็ำพอละ เพราะกลัวว่าความไม่รู้เรื่องจะทำให้หลับซะก่อน ไม่ใช่ว่าไม่อยากช่วยอนุรักษ์ของไทยๆ

นะครับ (อ้างไปนั่้น)

หลังจากเดินครบรอบงาน แล้วก็ออกไป survey ร้านอาหารอีกรอบ เผื่ออยากกินอะไรเพิ่ม แต่ก็ไม่ได้อะไร

เลยเข้าไปในวัดแล้วออกประตูหลัง เป็นการวนงานเล่นอีกรอบ ก็จบงานลอยกระทงของปีนี้อย่างสมบูรณ์

ทั้งได้ลอยกระทงกลางแม่น้ำ(ทั้งชีวิตมานี่ หรูสุดคือคลอง นอกนั้นคือบ่อและสระบัวในบ้าน) แถมได้เดินงานวัด

อีก หาไม่ได้ง่ายนะเนี่ย หุหุ

เหนือสิ่งอื่นใด คือได้อยู่ข้างๆคนที่รักในวันเทศกาลสนุกๆแบบนี้แหละนะ อิอิ แล้วเจอกันแบบยาวๆในงาน

เทศกาลแบบนี้กันใหม่ในงานวัน x-mas ละกันครับ (คิดว่านะ อิอิ) แต่ก็คงคั่นด้วยเรื่องวิชาการของเรือเหาะ

บ้าง ตามอารมณ์ฮะ 

ถ่ายไว้ก่อนจะปล่อยไปตามแม่น้ำ ปีหน้ามาลอยด้วยกันอีกนะ