Categories

Airship

เมื่อ airship ลงนิตยสาร

posted on 24 Dec 2007 11:31 by ari05 in Airship

ห่างหายไปนาน ด้วยความขึ้เกียจครับ จริงๆ entry นี้ สมควรจะต้อง update ตั้งแต่ต้นเดือนแล้วด้วย

แต่ด้วยความขี้เกียจสะสม ทำให้มาทำใจ up ได้ในวันนี้ อิอิ

 

วันนี้มีอีก 1 ข่าวมานำเสนอ ซึ่งนับเป็นความภาคภูมิใจเล็กๆของชาวเรา ที่มีผู้ให้สนใจในตัวเรือเหาะ ถึงขั้นมาิิติดต่อ

ขอรายละเอียด และสัมภาษณ์ัผู้หลักผู้ใหญ่ในบ. เพื่อนำไปลงในนิตยสารรายเดือนฉบับหนึ่ง ที่ถึงจะเป็นนิตยสาร

ที่ค่อนข้างอยู่ในวงแคบ แต่ก็ถือเป็นก้าวแรก ที่จะเริ่มเผยแพร่ภาพและเรื่องราวของเรือเหาะออกสู่สายตาคนทั่วไป

 

นิตยสารนั้นได้แก่ R.C.Flying ฉบับเดือนธันวาคม ครับ

 

 

เนื้อหา cover story อาจจะไม่มากนัก และไม่ได้ลงบทสัมภาษณ์แบบคำต่อคำ แต่ก็มีเนื้อหาที่ครอบคลุมใช้ได้

จำนวนหน้าอาจจะไม่มาก แต่เชื่อว่า ไม่น้อยจนเกินไปครับ 

 

ใครสนใจ อย่าลืิมไปซื้อหามาอ่านกันนะครับ (ไม่มีัเงินจริงๆ ไปยืนอ่านก็ยังดี เอ้า )

 

 

 

เนื่องจากถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง คาดว่าพรุ่งนี้ทางทีมผมคงได้ทำการบินเรือเหาะผ่านเข้าไปในเมือง

ในช่วงเวลา 9.30 - 10.30 น. โดยประมาณ

 

โดยเส้นทางจะครอบคลุมบริเวณสายใต้ใหม่(สาขาเดิม ไม่ใช่ใหม่กว่า) สะพานปิ่นเกล้า หัวลำโพง

สวนลุมฯ มักกะสัีน แยกศรีอยุธยาตัดพญาไท ถ.พระราม1(บริเวณที่ทางด่วนตัดผ่าน) อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

กลับไปยังสายใต้ใหม่ และกลับศาลายาครับ

 

ใครอยู่ในเส้นทางและสนใจเรือเหาะ อย่าลืมมองๆกันนะครับ ถ้าใครถ่ายรูปไว้ได้ อย่าลืมเอามาแบ่งกันดูด้วยนะครับ

ช่้วงนี้ขอเขียนเรื่องเบาๆต่อครับ ขี้เกียจเรียบเรียงคำพูดนานอีกแล้ว 55 (ช่วงนี้ไม่ขยันเลยจริงๆ)

 

เนื่องจาก airship หรีือเรือเหาะของเรา ก็เหมือนทุำกอย่างบนโลกนี้ครับ ใช้ไปนานๆย่อมสกปรกได้

ไหนจะขี้ฝุ่น ไหนจะขี้นกที่ยกพวกกันมาทำรัง และเกา่ะกันอยู่ตามหลังคาโรงเก็บ ปล่อยไปนานๆ

น้องเรือเหาะของเราอาจจะน้อยใจได้ ว่าพอพาเธอมาอยู่เมืองไทยแล้ว ก็ไม่ดูแล takecare เลย

ไหนๆพวกเราก็พอมีเวลา ก็เลยได้ฤกษ์ขัดสีฉวีวรรณให้น้องเค้าหน่อย

 

หลายๆท่านอาจจะคิดว่า โห น้องเค้าก็ตัวออกจะใหญ่ จะล้างกันยังไง อุปกรณ์เป็นแบบไหน

เหมือนเครื่องบินหรือเปล่า (กระซิบให้ว่า ถ้่าเป็นเครื่องบินเค้าจะมีบ.รับล้างครับ ถ้าเป็นเครื่องบินโดยสารนี่

เค้ามีรถขนาดใหญ่คล้ายๆรถดับเพลิง ต่อกระเช้าไปล้างเลย) แต่ของเรานี่ simply กว่าเยอะ ไปดูอุปกรณ์กันเลย

 

ที่เห็นๆก็เป็นไม้ยาวต่อ เพื่อให้ยาวพอจะถูหลังน้องเค้าได้ รวมกับถังน้ำ และสบู่เหลว

เพื่อชำระล้างคราบฝุ่นให้ออกไป

เอาล่ะ พร้อมแล้วก็ลุยกันเลย แต่เอ๊ะ ตัวน้องเค้าก็ออกสูง จะขึ้นไปถูหลังให้ถึง ก็ต้องออกแรงกันหน่อย

จับแน่นๆ แล้วปีนนำผมขึ้นไปเลยครับ เดี๋ยวตามไป

 

 ขึ้นไปข้างบนก็ตามที่เกริ่นไปครับ เต็มไปด้วยขี้นกและคราบฝุ่นเพียบหลังจากตากแดดตากลม

ทั้งข้างใน และนอกโรงเก็บมากว่า 5 เดือน

เมื่อขึ้นไปก็ทำการผสมน้ำกับสบู่ให้เข้ากัน ถ้าใกล้มือหน่อย ก็เอาผ้าชุบน้ำสบู่ ทำการเช็ดๆให้สะอาด

แล้วตามด้วยผ้าแห้งเช็ดให้แห้ง ถ้าเป็นจุดที่ไกลออกไป ก็ต้องใช้ไม้ที่ต่อด้ามแล้วยืดๆตัวออกไปเช็ด

ทั้งเช็ดน้ำและเช็ดแห้ง ซึ่งแน่นอน ของที่ด้ามยาวๆ moment ย่อมเยอะ และนำมาซึ่งความเมื่อยแบบสุดๆ

กลับมาใสปิ๊ง ขาวน่ารัก เหมือนเดิม

 

การเช็ดแต่ละครั้งก็กินพื้นที่แนวยาวประมาณ 8 เมตรครับ เรือเหาะตัวนี้ยาว 34 เมตร พอเช็ดเสร็จจุดนึง

ก็ลากๆบันไดเช็ดต่อกันไป  วันนึงเช็ดได้ 1 ด้าน(ซ้าย/ขวา) จะครบทั้งลูกก็กินไป 2 วัน รวมกับการเก็บ

รอยที่น้ำย้อยลงมาใต้ท้องตัวบอลลูน ก็เท่ากับเสียเวลาไปร่วม 3 วัน ดังนั้น จะล้างแต่ละที ต้องแน่ใจ

ว่าคุ้มค่าที่เสียไปทั้งน้ำและเวลาครับ

อันเนื่องมาจากเมื่อวาน มีการจัดงานวันเกิดให้กับคุณแม่ของเจ้าของบ.กันตนา และเนื่องด้วยโรงเก็บ

ของเรือเหาะ อยู่ในพื้นที่ของ Kantana movie town เราก็เลยได้ไปร่วมแจมงานของเค้า ในฐานะ ผู้โรย

ข้าวตอกดอกไม้เพื่อเป็นสิริมงคลจากทางอากาศเสีัยหน่อย ฟังดูไฮโซมากครับงานนี้

 

การบินวันนี้ แบ่งเป็น 2 เที่ยว โดยเที่ยวแรก เริ่มบินขึ้น 9 โมง เพื่อโปรยดอกไม้รับเมื่อเจ้าภาพงานมาถึงครับ

ถังนี้แหละ ที่เอาไว้โปรยจากทางอากาศ

บินไปแล้ว

 

งานนี้ได้แต่รอลุ้นอยู่ที่สนามบิน ไม่ได้ไปร่วมถ่ายรูปกับเค้าเลย แต่ก็ได้ยินจากพี่ๆที่ไปสังเกตการณ์ที่งานว่า

บรรดาแขกตื่นเต้นกันยกใหญ่ อยากไปเห็นบรรยากาศเหมือนกันแฮะ 

ส่วนรอบบ่าย ก็เหมือนกัน โดยเริ่มบินขึ้นเที่ยงครับ ซึ่งรอบหลังจะเป็นช่วงที่งานจัดรับแขก โดยมีการกล่าว

ต้อนรับ และมีงาน การละเล่นต่างๆ(ได้ยินมานะ) รอบนี้บรรดาคนที่ไปร่วมงานเลยเยอะกว่าช่วงเช้า ทางเรา

เลยอาศัยจังหวะโปรโมท ด้วยการบินวนเล่นซะ 6 รอบ (แต่คนรอรับเครื่องทรมานอยู่กลางแดด

 ถังนี้ของรอบบ่าย

สภาพหลังกลับมา ดอกไม้ปลิวกระจายเกลื่อน cabin อิอิ

 

หลังจากจบภารกิจ ก็เหน็ดเหนื่อยไปตามๆกัน แถมหิวมากๆ เพราะตื่นตั้งแต่ 6 โมงเช้า แ้่ต่บ่ายกว่าแล้ว

ก็ยังไม่ได้กินมื้อหนักๆเลย

แต่แล้วก็ลาภปากครับ เพราะทางงานนั้น เค้าเชิญเราไปร่วม(กิน)ด้วย พวกเราก็เลยไม่พลาด ต้องไปแจม

งานทางภาคพื้นด้วยอีก 1 รอบ 555

 

บรรยากาศงาน และซุ้มของร้านอาหารต่างๆ แต่กว่าเราจะไป อาหารก็หมดไปแล้วหลายเต็นท์

 

มื้อนี้ อร่อยสุดๆ เพราะหิวโซ 55

จริงๆเห็นเค้าคุยๆกันว่าดาราไปเยอะ แต่ส่วนมากที่เราจะเป็นตัวประกอบมากกว่า + กับช่วงนี้ผมไม่ได้ดู tv มา

เนิ่นนาน ก็เลยไม่รู้จักใครกับเค้าเล้ย ทำไมไม่มีนางเอก นางรองสวยๆมาให้เห็นตัวจริงบ้างเนี่ย

ก็จบไปอีก 1 งานครับ หวังว่าลงทุนขนาดนี้ ต่อไปเรือเหาะจะได้ดังๆบ้างนะ

เนื่องจากช่วงนี้ชีวิตเรื่อยเปื่อย เซ็งๆ เบื่อๆไปตามอารมณ์ + กับเมื่อวันก่อนมีการบินเพื่อ endorse license

(บินทดสอบฝีมือเพื่อขอใบอนุญาตของนักบิน) วันนี้เลยเอาเรื่องเบาๆที่ไม่เบา คือเรื่องน้ำหนัก มาว่ากันครับ

 

เนื่องจากว่า แรงยกของเรือเหาะจะต่างจากเครื่องบิน นั่นคือ จะมาจากทั้ง aerostatic หรือมาจากแรงลอยตัวของ

ฮีเลียมเอง แต่ว่า ถ้าแรงลอยตัวของมันมากพอจะทำให้เรือเหาะลอยอยู่ตลอด อะไรจะเกิดขึ้นล่ะครับ?? ติ๊กต่อกๆ

คงคิดได้ไม่ยาก  มันก็ไม่ลงพื้นซะทีนะสิครับ ด้วยเหตุนั้น เราจึงต้องเติมฮีเลียมให้มีแรงยกในระดับหนึ่ง แต่ไม่มาก

พอที่จะทำให้มันลอยขึ้นไปชนิดกู่ไม่กลับ

ฉะนั้น เวลาที่มันทำการบินได้ แรงยกอีก 1 แรงที่เข้ามามีบทบาทก็คือแรงที่มาจาก aerodynamic หรือแรงยก

ที่เกิดจากอากาศที่ไหลผ่านตัวมันเวลาบินนั่นเอง ซึ่งเครื่องบินจะอาศัยแรงนี้ที่มากระทำหลักๆกับตัวปีก แต่เรือเหาะ

จะอาศัยตัวบอลลูนทั้งลูก เพื่อให้แรงนี้มาพามันยกตัวขึ้นไปได้

 

และแน่นอนในเมื่อบินขึ้นไปแล้ว สิ่งสำคัญก็คือการลงพื้น ฉะนั้นก่อนทำการบิน เราจะต้องคำนวณน้ำหนัก

ว่าขณะจะปล่อยบินนั้น น้ำหนักของมันมีเท่าไหร่ และเมื่อจะลง น้ำหนักจะเหลือเท่าไหร่ ไม่ใช่ว่านักบินเรา

แวะลงกลางทางนะครับ น้ำหนักถึงได้ลดลง แต่เพราะน้ำมันมันถูกเผาผลาญไปตะหากล่ะ

 

 หน้าตาเครื่องชั่งน้ำหนักที่ใช้ ตาชั่งคนธรรมดานี่แหละครับ นี่เป็นตัวที่ 3 ละ เพราะพังบ่อยมาก

 

โดยก่อนปล่อยเครื่องทุกครั้ง ก็ต้องจะต้องทำการปลดมันออกจากเสาตรึงให้อยู่กับที่ จากนั้นก็เอาคนยกมัน

ขึ้นมา สอดเครื่องชั่งเข้าไป ค่อยๆบรรจงวาง ดูน้ำหนักว่าได้ประมาณเท่าไหร่ เพราะมันไม่ได้อยู่นิ่งๆให้ดู

น้ำหนักได้ง่ายๆครับ มันขยับไปมาตลอด และเป็นสาเหตุนึงที่ทำให้ตาชั่งจากไปก่อนวัยอันควร

โดยน้ำหนักที่พอดีๆจะอยู่ที่ประมาณ 80-85 กิโลกรัมครับ

 

หลังจากนั้น เมื่อออกไปข้างนอกแล้ว ก่อนขึ้นบิน เราก็ต้องให้นักบินเช็กน้ำหนักอีกครั้ง เพราะกระแสลมในแต่ละวัน

แรงไม่เท่ากัน บางครั้งถ้าลมแรงๆ เราก็ต้องทำให้เครื่องมันหนักๆเข้าไว้ครับ ไม่งั้นจะเอาลงยาก  โดยนักบินจะทำ

การยกเรือเหาะให้ล้อพ้นพื้นในระดับเรี่ยๆพื้น (hover) โดยในขณะเสี้ยววิที่ล้อพ้นพื้น(หรือเรียกว่า airborne) ก็จะดู

ว่ารอบเครื่องยนต์ที่ทำให้พ้นพื้นนั้น มีค่าเท่าไหร่ ถ้าิอยู่ในช่วง 3500-4000 รอบต่อนาทีก็ถือว่าใช้ได้

ถ้ามันเบาไป เราก็ต้องใส่ถุงทรายเข้าไปถ่วงเพิ่ม แต่ถ้าหนักไป เราจะเอานักบิน เอ๊ย น้ำที่เป็น ballast ออกครับ

โดยในเครื่องจะมีน้ำอยู่ 84 ลิตร ก็ตีว่าเป็น 84 กิโลกรัม จะเอาออกคราวละประมาณ 10 ลิตร แต่จะไม่มากกว่า

50 ครับ เพื่อเหตุผลด้านความปลอดภัย

การ hover จะทำประมาณ 2 ครั้ง เพื่อความแน่ใจ

 

เมื่อทำการเช็กเรียบร้อย ก็ปล่อยบินกันได้ โดยแน่ใจแล้วว่าลอยขึ้นไปครั้งนี้ จะสามารถลงได้อย่างปลอดภัยละครับ

========================================= 

รูปแถมครับ ถ่ายเล่นตอนรอรับเครื่อง