Categories

เมื่อวานได้อ่าน tweet ของ @kohsija จึงได้มีโอกาสเข้าไปอ่าน blog ที่เรียกได้ว่าร้อนแรงจริงๆ

ได้แก่้ entry ที่มีหัวข้อว่า ผมเกลียด amway ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนเข้ามา comment ได้ตลอด 4 ปี

 

หลังจากที่นั่งบ้าอ่าน comment ในนั้นทั้งหมด 153 เมนท์ จึงสามารถสรุปความเห็นได้จากทั้ง 2 ฝ่าย

และเนื่องจากผมเป็นคนที่ค่อนข้างเฉยๆ ไม่ได้นิยมชมชอบธุรกิจ MLM แต่ก็ไม่ได้คิดว่ามันมีเลิศอย่างที่

สาวกบางคนพร่ำบอก วันนี้เลยคิดว่ามาระบายความเห็นของตัวเองในฐานะนักเรียนโรงเรียนธุรกิจลง blog

เสียหน่อยหลังจากร้างราไปนาน โดยแยกเป็นประเด็นๆละกัน จะได้อ่านง่าย

 

1 สินค้า amway เป็นของดีใช้แล้วคุ้ม ถึงมันจะแพง

อืม มันก็คงดีจริง แต่ในท้องตลาด พวกของแพงแล้วดีเนี่ย มันก็มีอยู่เยอะนะครับ

ถ้าจะเลือกจริงๆ แต่คนส่วนมากมักจะไปเทียบกับสินค้า consumer (พวกราคาถูก เน้นขายปริมาณ)

 แล้วก็มาบอกว่าสินค้าทั่วไปถูกแต่ใช้ได้แป๊บเดียว อืมก็ใช่ครับ แต่คุณขาดข้อมูลอีกด้านว่าคุณเอาสินค้า

ระดับกึ่งสูงมาเทียบกับสินค้าใน consumer store ไม่ได้ แต่ต้องเทียบกับสินค้าระดับกึ่งสูงด้วยกันเอง

 

เมื่อนั้นแล้วจะพบว่าสินค้าอื่นหลายๆตัว ดีเท่าหรืออาจมากกว่า ในราคาที่ต่ำกว่าของ amway

แต่ทิ้งท้ายนิดนึงว่าสินค้าบางตัวมันก็คุ้มจริง ไม่้เถียง แต่ผมรู้สึกว่า มีน้อยนะ

 

2 ธุรกิจ MLM ไม่เสียค่าการตลาด จึงขายสินค้ามีคุณภาพในราคาไม่แพง และนำมาจ่ายคืนผู้ขาย amway โดยตรง

อ้าว ก็บอกอยู่แล้วว่า นำกำไร มาจ่ายให้ผู้ขาย แล้วคิดว่ามันไม่มี "ค่าการตลาด" จริงๆหรอครับ แค่มันไม่ได้เสียให้

agency โฆษณาหรือ presenter เท่านั้นเอง แต่เอามาจ่ายพวกตำแหน่งสูงๆ หรือเอามาจ่้ายเป็นค่ารางวัลต่างๆ

เพื่อล่อใจให้คนอื่นเข้ามาสมัครใหม่ไง

ดังนั้นไม่ต้องห่วงครับ ทุกธุรกิจต้องการกำไร เพื่อชักจูงให้มีผู้บริโภคทั้งนั้น อยู่ที่จะจ่ายให้ใครนั่นแหละ

 

3 จากข้อที่แล้ว จ่ายให้ผู้ขาย ก็ดีกว่าจ่ายให้คนกลางอย่าง agency หรือยี่ปั๊ว ซาปั๊ว นี่นา?

อืม เอางี้ ขอให้อ่านข้อต่อไปดีกว่า

 

4 ธุรกิจนี้แฟร์ ใครทำใครได้ เหมือนเป็นธุรกิจของตัวเอง

ผมว่าผู้ก่อตั้ง amway (และธุรกิจ MLM อื่นๆ) ฉลาดมากๆที่ปลูกฝังแนวคิดนี้ให้คนหลงเชื่อได้

ลองคิดดูว่าธุรกิจทั่วไปต้องเสียเงินในการจ้างนักการตลาด, salesman และอื่นๆในแผนกการตลาด

แถมจ้างมาแ้ล้วพนักงานพวกนั้นจะรู้ลึกในตัวสินค้าแค่ไหนก็ไม่รู้ ต้องเปิดคอร์สสอน ให้เวลาเรียนงาน

ในขณะที่ธุรกิจ MLM สามารถดึงคนให้เข้ามาสมัครเป็น salesman ได้โดยธุรกิจได้เงินค่าสมัครจากนั้น

ก็บอกว่าคุณจะแนะนำสินค้าให้คนอื่นได้ก็ต้องใช้เอง อ่ะ ได้เงินค่าสินค้าแล้ว จากนั้นก็ปล่อยให้คนๆนั้น

พัฒนาตัวเองไป จะเป็นแค่ผู้ใช้สินค้า เป็นได้แค่ salesman หรือเป็นทั้งนักการตลาดและ salesman ได้

ในคนๆเดียวกัน บริษัทก็มีแต่ได้กับได้ทั้งนั้น (ยกเว้นจะเจอพวกคนขายที่เป็นนักตื้อก็จะทำให้ภาพลักษณ์

ของบริษัทเสียหายไป ซึ่งก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องแลกกันไป) จากนั้นผู้ขายเหล่านั้นก็จะไปสร้าง line เพิ่ม

เรื่อยๆ เพื่อสร้างเครือข่ายรายได้ของตัวเอง ตราบเท่าที่ line คุณยังอยู่ ก็ยังมีรายได้ใช่มั้ย แล้วเค้าเอามาจากไหน

ก็เอามาจากยอดขายของคนอื่นๆ และแน่นอน สมัยที่คุณเข้าไปใหม่ๆ เค้าก็เอายอดคุณไปจ่ายคนใน line ด้วย

เหมือนกัน ซึ่งผมว่ามันก็เหมือนกับจ่ายให้คนกลางนะ หรือถ้าคุณไม่คิดอย่างนั้น ก็สบายใจไป ยินดีด้วยจากใจจริง

และแนวทางการจ่ายเงินแบบใครทำใครได้ ก็ไม่ใช่้เรื่องแปลก เพราะฝรั่งเค้าจ่ายค่าจ้างโดยอิงจากเวลาทำงาน

อยู่แล้ว ไม่ได้มีเงินเดือนแบบคนไทย (พนักงานทั่วๆไปน่ะนะ) ดังนั้นเค้าก็แค่เปลี่ยนจากอิงเวลาทำงาน

มาเป็นยอดขาย แค่นั้น

 

5 หยุดทำแล้วก็ยังมีรายได้่ เป็นมรดกให้ลูกหลาน

ที่อื่นๆเค้าก็มีสวัสดิการนะครับ หรือถ้าไม่มีบำเหน็จบำนาญจริงๆ รายได้ที่คุณเคยได้ตอนทำงานก็น่าจะมีเก็บไว้

ใช่มั้ย แล้วก็คงเอาไปลงทุนหรืออย่างน้อยก็ฝากธนาคาร ดังนั้นถ้าจะมองจริงๆ ทำงานอะไรก็สามารถมีรายได้

หลังหยุดทำงานได้ครับ แค่ฉลาดในการลงทุนเท่านั้น แต่ มันอาจต้องอาศัยเวลามากกว่าการทำ MLM จริง

ส่วนเรื่องมรดก อันนี้ไม่ได้ศึกษาว่า MLM จะจ่ายให้ทายาทยังไงจึงไม่ขอพูดถึง แต่ถ้าทำงานอื่นๆแล้ว คุณจะไม่มี

มรดกใ้ห้ลูกหลานหรือไงครับ? เงินมีก็ฝากเอาไว้, เอาไปซื้อพันธบัตร, เอาไปซื้อหุ้นพื้นฐานดี, เอาไปซื้อบ้าน ที่ดิน หลากหลายครับ

เหล่านั้นก็เป็นมรดกได้ทั้งนั้นแหละครับ แต่ทองผมไม่แนะนำนะ เพราะระยะยาวแบบ 30-40 ปี ค่ามันลดลงได้ครับ

 

6 มีรายได้เยอะๆตั้งแต่อายุน้ิอยได้

ทำธุรกิจอะไร ถ้ามีความขยัน มีความสามารถ และมีดวง ก็รวยได้ทั้งนั้นครับ สมัยนี้พวกเศรษฐีหนุ่ม

เถ้าแก่เล็ก เถ้าแก่น้อย(ไม่ใช่สาหร่ายนะ) ก็มีให้เห็น

ในขณะเดียวกัน พวกที่ทำ MLM แล้วไม่สำเร็จก็มีให้เห็นมากมาย จึงคิดว่า ไม่ต่างกับธุรกิจอื่นๆเลย

 

7 เป็นลูกจ้างบริษัทเหมือนช่วยให้คนอื่นรวย ทำงานแบบนี้มีอิสระ เป็นนายตัวเอง

โถ พูดเหมือนตัวคุณคนเดียวทำให้บริษัทรวยได้ เค้าต้องจ้างคนเท่าไหร่ ใช้เงินเท่าไหร่ ถึีงจะเป็นบริษัท

ที่มั่นคง มีเงินมาจ่ายเงินเดือน จ่ายสวัสดิการคุณล่ะครับ

แล้ว MLM อิสระจริงหรือ ผมว่าการทำงานไม่มีคำว่าอิสระหรอกครับ เราทุกคนล้วนเป็นลูกจ้างของเงิน

ยังไงคุณก็ต้องใช้เวลาในการคุย ในการสาธิตสินค้ากว่าจะขายได้ ไม่ต่างจากลูกจ้างบริษัทที่ต้องใช้

แรงงานและเวลาในการได้มาซึ่งค่าจ้าง

ยกเว้นแต่คุณจะชอบงานขายอยู่แล้ว ได้เงินจากงานที่ชอบด้วยก็ยิ่งวิเศษ ก็นับว่าคุณโชคดีจริงๆ

 

8 MLM เปิดโอกาสให้คนที่เรียนมาน้อยได้มีโอกาสได้รายได้ดี

ข้อนี้ค่อนข้างเห็นด้วยนะ เพราะถ้าเรียนมาแค่ซักป. 4 ถ้าเป็นลูกจ้างให้ตายก็ไม่มีเงินพอหรอกครับ

ใช้ชนเดือนได้ก็เก่งแล้ว ดังนั้นผมว่า มันก็เปิดโอกาสให้จริงๆ

แต่ไม่ได้หมายความว่าเรียนมาเยอะแล้วจะมาขายแล้วดูโง่ ถ้าทำแค่เป็นอาชีพเสริม (อย่างมีจรรยาบรรณ)

ก็ถือว่าไม่เลว แค่คุณอาจจะเสียเวลาพักผ่อนไปบ้าง แต่ก็นั่นแหละ เพื่อควา่มมั่นคงเนอะ

 

9 คนขาย amway หากินกับคนรู้จัก หาผลประโยชน์จากเพื่อน

ข้อนี้ดูจะเป็นข้อเสียในมุมมองของคนไทย เนื่องจากคนไทยขี้เกรงใจปฏิเสธไม่เป็น

หลายๆคนไม่กล้าพูดว่า ไม่ ถ้าเป็นคนรู้จักมาขายของ ทั้งๆที่แค่บอกไปว่าไม่สนใจ

ไม่อยากซื้อ แค่นั้นก็จบ คิดอีกด้าน ธุรกิจอื่นๆที่เค้าเอาของมาขายคุณ ไม่รู้จักกันด้วยซ้ำ

แต่ไม่เห็นบอกเลยว่ามันมาหาผลประโยชน์จากเรา ดังนั้นต้องรู้จักเปิดใจกว้าง และปฏิเสธให้เป็น

แล้วปัญหาจะไม่เกิด

ส่วนพวกที่จะขายอย่างเดียว เสียเพื่อนเพราะเพื่อนไม่ซื้อนี่ ก็ปล่อยเค้าไปเถอะครับ ถืิอว่าเราทำบุญ

ด้วยกันมาแค่นั้นละกัน

 

ขอเขียนแค่นี้แหละ เมื่อยละ เดี๋ยวจะขี้เกียจอ่านกันด้วย ทั้งหมดก็เป็นมุมมองของผมของแง่ของการ

ค้าขายน่ะนะครับ ใครเห็นด้วยไม่เห็นด้วยยังไงก็ comment กันได้ ส่วนตัวผมไม่ได้ anti แต่ก็ไม่คิดว่า

ทำอะไรแบบนั้นแน่ๆ เพราะไม่ถนัดในการพูดจากหว่านล้อมคนหรือต้องพูดอะไรซ้ำๆครับ การพูดเรื่องเดียวกัน

เป็นครั้งที่ 3 ก็ทำให้ผมหงุดหงิดอย่างมากละ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เห็นด้วยกับหลายๆประเด็นที่เขียนมา confused smile

ปล.เห็นดองบล็อกไปนาน นึกว่าจะไม่อัพแล้วนะนี่big smile
Hot! Hot! Hot!

#1 By SkyKiD on 2009-08-20 15:26

^
^
พอดีหลังๆมานี่ เรามีเรื่องอยากบ่นมากกว่าเรื่องอยากเขียน
เลยไปบ่นใน twitter แทน อิอิ

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านฮะ

#2 By @ri on 2009-08-20 15:50

หายไปนานมากกกกกกกกก เลยนะครับ แต่ก็ยังขอบคุณที่แวะไปเยี่ยมเยียนกันบ่อยๆ confused smile

ปอนเห็นด้วยเกือบทั้งหมดครับ ปอนก็เป็นส่วนหนึ่งของคนที่เคยขาย แต่ก็ขายได้ไม่นานเพราะไม่ชอบทำอะไรซ้ำๆ ซากๆ เช่นการพูดแนะนำสินค้าตัวเดิมๆ หรือสาธิตแบบเดิมๆ แต่นั่นมันก็ตั้งแต่ตอนเป็นเด็กๆ ประถมมัธยมช่วงนั้นมิสทีนกำลังดังเลยเชียวหล่ะ

พอโตมาอีกหน่อยก็มองธุรกิจพวกนี้ในแง่มุมของนักวิเคราะห์ว่าเค้ามีการสื่อสารเพื่อการโน้มน้าวใจ (ล้างสมองsad smile) ยังไง ซึ่งปอนก็นับถือพวกเค้านะครับที่เค้าออกแบบการสื่อสารมาได้อย่างแยบคายโดยเอาความโลภของมนุษย์มาเป็นตัวตั้ง แล้วก็เอาธุรกิจของตัวเองนำเสนอเข้าไปบอกว่าตอบสนองความโลภของมนุษย์ได้ทั้งหมดถ้าเข้าร่วมกับเครือข่าย (ลัทธิ) ของเรา sad smile

วิธีการสื่อสารแบบนี้จะคล้ายๆ กับการสื่อสารของวัดยิ่งใหญ่วัดหนึ่งครับ ใช้แนวทางและวิธีเดียวกันเดะๆ แต่อันนั้นขายสิ่งที่จับต้องเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้double wink

สำหรับเรื่องสินค้าบางอย่างปอนก็ยอมรับว่าดีจริงอย่างพวกน้ำยาล้างรถ หรืออื่นๆ อีกนิดหน่อย ช่วงที่ผ่านมาปอนจะซื้อเครื่องกรองน้ำก็มีคนแนะนำว่าของแอมเวย์วิเศษเลิศเลอแต่ก็แพงมากสองหมื่นกว่าบาททีเดียวเชียว แต่ปอนก็คิดว่ามันน่าจะมีที่ดีและถูกกว่านี้ ก็ค้นหาข้อมูลขนานใหญ่จนมาพบว่าเครื่องกรองน้ำฟิลลิปราคาถูกกว่าหมื่นบาทคุณภาพเท่าเทียมหรืออาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ แล้วยิ่งตอนที่ปอนซื้อเป็นช่วงที่ลดราคาจากปกติลงมาอีกประมาณ 5,000 แน่ะ ทำให้เหลือไม่ถึงหมื่น รีบสอยแบบไม่ต้องคิด น้ำที่ออกมาก็เหมือนๆ กับแอมป์เวย์แล้วเราจะจ่ายแพงกว่าทำไมdouble wink confused smile

#3 By ปอนปอน on 2009-08-20 17:03

ไม่เคยซื้อใช้เลย
เพราะรูสึกว่าแพงเกินตัว

#4 By chabarimklong on 2009-08-20 19:14

#3 แหะๆ ออกไปเรียนแล้วไม่รู้จะเขียนอะไรครับ
เลยหายหน้าไปจากฐานะผู้เขียน แต่ก็เข้ามาตลอดในฐานะผู้อ่าน big smile

#5 By @ri on 2009-08-21 00:49

เห็นด้วย ๆ ดูเป็นกลางดี
ทั้งคนที่ทำและไม่ทำก้ออ่านได้
แล้วก้อถ้าครายชอบทำแล้วดีก้อดีใจด้วย
ส่วนพวกตื๊อนี่ทำภาพพจน์แอมเวย์เสียมากมาย

#6 By gapgap (125.24.110.63) on 2009-08-26 21:56

นานาจิตตัง big smile

#8 By แอมเวย์ (124.120.118.77) on 2009-11-26 14:18