Categories

entry นี้ไม่มีอะไรมาก นอกจากมาอวดของ ข้างล่างนี้



จำได้ว่า ผมไปดูบอลในสนามครั้งล่าสุด น่าจะเป็นที่นี่ ใน match เปิดสนามของไทยลีก(ไทยแลนด์พรีเมียร์ลีกในปัจจุบัน)
น่าจะปี 43-44 ได้ล่ะมั้ง อิอิ ที่สนามนี้แหละ ตอนนั้นตั๋วหรูสุดคือ 50 บาท อืม แพงจริงๆ 55

แล้วผมก็ร้างราการดูบอลสดๆไป เนื่องจากไม่มีคู่น่าสนใจ

จนปีที่แล้วเริ่มมีกระแสรักบอลไทยเกิดขึ้น ทั้งความพยายามจูงใจคนให้ไปเชียร์
พร้อมกับข้อมูลของคอลัมนิสต์สายข่าวฟุตบอลหลายคนว่า ทีมชาติไทยชุดนี้
มีการจัดการที่ดีขึ้นมาก เป็นมืออาชีพมากขึ้น ก็เลยคิดว่า บอลโลกรอบคัดเลือกนี่แหละ
เป็นโอกาสที่ดี ที่จะได้ไปพิสูจน์ รวมทั้งรื้อฟื้นไฟบ้าบอลของผม ที่มันเบาๆลงไป
มาร่วม 2 ปี ให้กลับมาแรงได้เหมือนเดิมซะที


ก็เลยฝากประชาสัมพันธ์ด้วยเลย ใครที่ชอบฟุตบอล แล้วได้มาอ่าน entry นี้ ก็ช่วยผมไปเชียร์
ทีมชาติไทยด้วยนะครับ ถึงจะไปไม่ไกลถึงบอลโลกรอบสุดท้าย แต่เชื่อว่า มีคนไปเชียร์ ไปให้กำลังใจ
นักฟุตบอลจะได้มีแรงซ้อม แรงใจกันให้มาก เพราะตั้งแต่ทำงานมา ผมรู้ซึ้งแล้วว่า คำว่า passion
มันสำคัญต่อการทำงานอย่างไร รายละเอียด ดูที่เว็บไทยทิกเก็ตได้เลย


ว่าแต่ ทำไมมันต้องเตะ midweek ด้วยเนี่ย ต้องถ่อสังขารไปถ.ที่รถติดโคตรๆหลังงานเลิกหรอนั่น โอว

ปกติผมไม่ใช่คนงมงาย หรือเชื่ออะไรง่ายๆ แต่ผมมีความเชื่อนึงในใจ

นั่นคือการที่คนเราจะได้มารู้จักกันนั้น ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่มีอะไรบางอย่าง

นำพามาให้เจอกัน หรือจะบอกว่า คนเราถ้ามีชะตาให้ต้องมารู้จักกัน ยังไงซะ

ก็มีเรื่องมาให้รู้จักกันจนได้

 

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้หยุดพักร้อนยาว จึงได้เดินทางไปเที่ยวจ.เชียงใหม่

ตามแผนการที่วางมาตั้งแต่ต้นปี โดยถือเป็นการกลับไปจ.นี้ ครั้งแรกในรอบ 5 ปี เนื่องจาก

มีเพื่อนคุณแม่มาตั้งรกรากที่นี่ เลยมีโอกาสได้ติดสอยห้อยตามคุณแม่มาเยี่ยมเพื่อนคนนี้

อยู่้เนืองๆ แต่ครั้งนี้เพิ่มเหตุผลมาอีกข้อ คือการกลับบ้านในช่วงปิดเทอมของคนที่ผมรักด้วย

ดังนั้น เลยถือโอกาสนี้ เป็นการเที่ยวตจว.ด้วยกันครั้งแรกไปด้วยเลย (ต่างคนต่างก็มีที่พัก

แถมมีรถให้ใช้อีก สบายไปเกินครึ่งแล้น)

 

ที่เล่ามาเป็นแค่การเกริ่นนำครับ เพราะเนื้อหาของหัวข้อ อยู่ในคืนที่ครอบครัวของคนที่ผมรัก

ได้มากินมื้อค่ำด้วยกันที่ร้านป้าผม ทำให้เหล่าผู้ใหญ่ได้มีโอกาสสนทนากัน ซึ่งเนื้อหาก็คงไม่พ้น

การเผา เอ๊ย การอวดความสามารถของลูกตัวเองตั้งแต่อดีตยันปัจจุบัน 55 ซึ่งข้อความช่วงหนึ่ง

ในการสนทนา ทำให้เกิดความสงสัยกันว่าลูกของป้าเค้า(ซึ่งเป็นน้องชายผม ตอนเด็กสมัยเค้ายังอยู่

กทม.ก็เคยมากิน นอน เล่นด้วยกันที่บ้านผม) กับคนที่ผมรักน่าจะรู้จักกันมาตั้งแต่เด็กสมัยที่เรียน

ดนตรีในร.ร.ดนตรีแห่งหนึ่งกลางเมืองเชียงใหม่

 

แต่ ณ ขณะนั้นก็ยังไม่มีใครสรุปได้ จนกระทั่งรอถึงวันที่ 7 ที่น้องผมกลับจากกทม. ไปที่บ้าน

แล้วก็ได้เจอหน้ากับคนที่ผมรัก น้องผมก็เลยบอกว่าจำได้ เพราะหน้าตาก็ไม่ได้เปลี่ยนไปมาก

แค่แก่ขึ้นเท่านั้น 55 (จริงๆอันนี้ผมพูดเอง ) ซึ่งเท่ากับว่า 9 ปีนับตั้งแต่การเรียนสมัยมัธยม

+ มหาวิทยา่ลัย ที่ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปใช้ชีัวิตของตัวเอง จนเมื่อไม่กี่วันก่อนจึงได้มา

"รู้จัก"กันอีกครั้งโดยมีผมเป็นตัวเชื่อม(เน้นว่า รู้จัุก ไม่้ใช่แค่เดินสวนกันกลา่งเมือง แ้ล้วต่างฝ่าย

ต่างก็ไม่รู้จักกันไป)

 

จะว่าโลกมันกลม หรือว่า 2 คนนี้มีชะตาที่ต้องให้มารู้จักกันดี?

 

ขอแถมตัวอย่างอีกคู่หนึ่งที่ผมได้ยินมาเมื่อปีที่แล้ว โดยเมื่อต้นปีที่แล้วผมได้รู้จักเพื่อนเพิ่ม

จากเว็บบอร์ดแห่งหนึ่ง โดยเพื่อนพี่น้องคู่นี้รู้จักกันผ่านเว็บบอร์ดแห่งนี้เหมือนกัน ก่อนได้มา

รู้จักกับผม เนื่องจากตอนนั้นต้องติดต่อเรื่องงานกันเล็กน้อย

 

เวลาผ่านไป จนวันหนึ่งขณะที่เรา 3 คนนั่ง taxi ผ่านไปย่านกลางเมืองใกล้ๆรพ.หัวเฉียวฯ

ก็มีคนเปิดประเด็นว่าเค้าคลอดที่นั่น ซึ่งทำให้อีกคนตอบรับทันที ว่าอ้าว เค้าก็เกิดที่นั่้นเหมือนกัน

ทำให้ลองถามๆกันดู จนรู้ว่าจริงๆแล้วทั้ง 2 คนนั้น ตอนเด็กบ้านอยู่ใกล้กัน โดยห่างกัน 2 block ได้

แต่ก็ไม่ได้รู้จักกัน และต่อมาก็ต่างฝ่ายต่างย้ายบ้านกันไปอยู่คนละมุมเมือง (คนนึงใกล้ท่าพระ อีกคน

ใกล้บางกะปิ) ผ่านไปกว่า 10 ปี ถึงได้มารู้จักกันได้ ผ่านโลกอินเตอร์เน็ต

 

จะว่าโลกกลม หรือว่า ทั้ง 2 คนนั้น มีชะตาให้ต้องมารู้จักกัน แม้จะย้ายถิ่นที่อยู่ไปแล้ว ก็มีเรื่อง

มาให้เจอกันจนได้?

 

มีใครที่เคยคิดแบบผมบ้างมั้ยครับ? 

จริงๆช่้วงนี้ว่าจะเอาเรื่องการเลือกตั้งมาบ่น แต่วันนี้เจอเรื่องสดกว่า สั้นกว่า เลยเอามาระบายก่อน อิอิ

 

อันว่าคนเราเวลาจะส่งจม.ให้คนอื่น ก็ต้องจ่าหน้าซองที่อยู่ของคนรับให้ชัดเจนที่สุดใช่มั้ยครับ

ทั้งบ้านเลขที่ หมู่ หมู่บ้าน/ชื่อตึก ซอย ถนน แขวง เขต จังหวัด รหัสไปรษณีย์ บางคนก็เขียนซะครบถ้วน

จนบางครั้งผมงงว่ากลัวบุรุษไปรษณีย์จะมีงานทำน้อยไปหรือไง ถึงต้องจ่าให้ยาวเหยียด ให้เสียเวลา

อ่านเยอะๆ

 

แต่วันนี้ผมเจอคนขี้เกียจครับ(หรือเค้าเขียนมาเท่าที่เค้ารู้ ก็ไม่รู้) เขียนมาแค่ชื่อคนรับ บ้านเลขที่

แขวง เขต จังหวัด รหัสไปรษณีย์  ฟังดูก็เหมือนมันน่าจะำพอใช่มั้ยครับ แล้วมันก็ส่งมาที่บ้านผม

ได้ถูกต้องซะด้วย (แน่นอนที่อยู่ก็ถูกต้องหมด)

 

แต่ไอ้ที่มันไม่ถูกก็คือ อ่านชื่อคนรับแล้วมันใครหว่า บ้านผมตั้งแต่สร้างมา มันก็เป็นของครอบครัวผม

แล้วก็ไม่เคยมีคนชื่อนี้เข้ามาย่างกราย แม้แต่เฉียดเข้ามาในทะเบียนบ้าน แล้วนี่มันมาจากไหนหว่า

ซักพักเลยเกิดพุทธิไอเดียในการ search หาชื่อใน google ซะเลย แล้วก็เจอซะด้วย

 

ปรากฏว่าที่อยู่นั้น เป็นที่อยู่เดียวกับผมเป๊ะครับ แต่ว่าอยู่คนละซอย โดยเค้าอยู่ซ.ลาดพร้าว 71

แต่ผมอยู่โชคชัย 4 (มันก็ใกล้ๆกันดีเนอะ) นั่นแสดงว่าที่อยู่ที่อยู่บนจม.มันถูกต้องหมด  เพียงแต่

บ้านมันอยู่คนละหมู่เท่านั้นเอง(แต่ที่อยู่ที่ผมเจอในเว็บไม่มีหมู่บอก)

 

ไอ้ที่ตลกกว่านั้น  คือบนจม.จ่าหน้าคำนำหน้าคนรับว่า นาย แต่ในเว็บที่เจอ ดันเป็น พญ.

แต่ผมเดาจากชื่อ ก็น่าจะเป็นผู้ชายมากกว่า(ซึ่งตอนนี้เค้าคงเป็น นพ. ในรพ.ไหนซักแห่ง)

 

ที่เล่ามาก็อยากให้เป็นอุทาหรณ์ด้วยครับ เวลาส่งจม.ให้ใคร จ่าหน้าให้ชัดเจนนะครับ

เอาว่า ให้ละเอียดชนิดบุรุษไปรษณีย์ไปเคาะประตูบ้าน/ห้องได้เลยยิ่งดี ส่วนจม.

ที่ผมได้รับ ก็คงเพิ่มที่อยู่ว่าเป็นซ.ลาดพร้าว 71 แล้วเอาไปหย่อนตู้จม.อีกรอบ

ให้จม.ได้ไปหาเจ้าของที่แท้จริงซะ

(แต่ถ้ามันกลับมาบ้านผมอีกที ผมจะหาเวลาว่าง ดักตีหัวบุรุษปณ. 555)

 

 

ปล. ใครที่สงสัยว่าทำไมผมไม่อัพเรื่องงานบ้างเหมือนแต่ก่อน หรือว่าโดนไล่้ออกไปแล้ว

ขอบอกว่า ยังอยู่ครับ เพียงแต่เรามีปัญหาภายในนิดหน่อยทำให้ตอนนี้เรือเหาะไม่ได้ออกบิน

ก็ขอให้อดใจรอกันอีกหน่อยนะครับ

กระแสช็อกโกแลต

posted on 14 Feb 2008 14:54 by ari05  in My-life

บางคนที่รู้จักผม อ่าน entry นี้แล้วอาจจะงง ว่าอย่างแกนี่ ไปดูหนังเรื่องช็อกโกแลตที่กำลังดัง

เป็นกระแสอยู่ในช่วงนี้ด้วยรึ??

หามิได้ ช่วงนี้ผมดูหนังไทยเยอะขึ้นแ้ล้วนะ 55 แต่เปล่าๆ วันนี้จะมาพูดเรื่องช็อกโกแลตที่เป็นของหวาน

ที่กินได้จริงๆต่้างหาก แล้วก็ไม่ได้จะเขียนต้อนรับวาเลนไทน์โดยตรงด้วย แต่บังเอิญคิดข้อสังเกตได้ในวันนี้พอดี

เรื่องของเรื่องก็คือช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมา มีโอกาสได้เข้าห้าง และทำการสำรวจตลาดขนมอย่างตั้งใจบ้าง

หลังจากเดือนที่แล้วต้องเข้า mode ประหยัด ซัดแต่มาม่าไปหลายมื้อ อย่าว่าแต่ของฟุ่มเฟือยอย่างขนมหวาน

อาหารหลักมื้อไหนเกิน 50 ยังต้องคิดหนัก (ชีวิตเอ็งน่าสงสารขนาดนั้นเลยหรอเนี่ย ) มาเดือนนี้เลยปลดปล่อย

ซัดของแพงไปเยอะ อีกครึ่งเดือนที่เหลือ อาจต้องพึ่งพามาม่าอีกแล้ว 55

ใครที่รู้จักผมอีกนั่นแหละ ก็คงรู้ว่าขนมหวานที่ผมชอบมากๆก็คือช็อกโกแลต เรียกว่า ถ้าเอาจริง ซื้อทีเกิน 500 แน่ๆ

แต่ก็พยายามยับยั้งชั่งใจ อิอิ และจากการเดินซื้อมาร่วมครึ่งเดือนทำให้สังเกตได้ว่าเดี๋ยวนี้มี "Dark choc" ให้เลือกเยอะมาก

เนื่องจากผมเป็นคนชอบกิน dark choc มาแต่ไหนแต่ไร แต่เมื่อก่อนนี่จำได้ว่าหาซื้อค่อนข้างยาก และน่าจะมี

แค่ของ Meiji กล่องสีดำๆเท่านั้นที่พอพึ่งพาได้

แต่มาเดี๋ยวนี้มีให้เลือกหลายแบบ หลายยี่ห้อมาก ที่กินบ่้อยๆก็น่าจะของ Lotte อันที่เขียนว่า

Kakao 56% (จริงๆอันนี้แค่กึ่งๆ dark), แล้วก็กล่องดำที่บอกไปแล้ว นอกนั้นตามท้องตลาดเดี๋ยวนี้ก็ยังมีอีกเยอะ

ที่เจอใหม่วันนี้ก็อย่าง

M&M เจ้าพ่อช็อกโกแลตเม็ด เดี๋ยวนี้ก็เอากับเค้าด้วย

Lindt 1 ในช็อกโกแลตที่เอาไว้ซื้อในช่วงที่ป๋าจริงๆ เพราะไซส์ขนาด 3x4 มาตรฐานพี่แกเล่นไป

99 บาท(กินตั้งแต่ 79 ก็ว่าแพงละ) แต่ๆ วันนี้เค้ามีโฉมใหม่ ขนาดเล็กมาหน่อยแถมบางเจี๊ยบ แต่เมื่อมากับรส

dark - mint choc (ผมโคตรชอบอ่ะรสมินต์เนี่ย) แถมราคาเกือบๆ 40 ถือว่าัยังไม่ทำให้ต้องคิดมากเท่าไหร่

เลยลองซื้อมาซะ

เวเฟอร์สอดไส้ครีม Loacker เดี๋ยวนี้ก็มี dark กับเค้าด้วย แต่ผมว่าอร่อยสู้ Kakao ไม่ได้นะ

 

เหล่านี้คือพวกที่เคยกินและจำได้ ยังมีที่ไม่ได้จำยี่ห้ออีกเยอะมาก ก็เลยสงสัยว่าไอ้กระแส dark choc / Kakao เนี่ย

มันมาจากไหนกันหว่า เมื่อก่อนหายากจะตาย เดี๋ยวนี้กลายเป็นว่าพวก milk choc จะหากินยากแทน (พูดแล้ว

นึกถึง milk choc ซองสีแดงของ Nestle เมื่อก่อนชอบมาก เดี๋ยวนี้หาไม่ได้แล้ว)

แต่ไม่ว่ากระแสมันจะมาจากไหน ก็หวังว่าบ้านเราจะมีช็อกโกแลตอร่อยๆมาให้กินเยอะๆบ้างก็ดี เพราะที่กินมา

แล้วรู้สึกว่าชอบส่วนมากมันนำเข้าทั้งนั้น แพงก็แพงแถมขาดดุลอีก

แต่ตอนนี้ ก็ต้องยอมขาดดุลไปก่อนล่ะ ฮิฮิ

เมื่อ airship ลงนิตยสาร

posted on 24 Dec 2007 11:31 by ari05  in Airship

ห่างหายไปนาน ด้วยความขึ้เกียจครับ จริงๆ entry นี้ สมควรจะต้อง update ตั้งแต่ต้นเดือนแล้วด้วย

แต่ด้วยความขี้เกียจสะสม ทำให้มาทำใจ up ได้ในวันนี้ อิอิ

 

วันนี้มีอีก 1 ข่าวมานำเสนอ ซึ่งนับเป็นความภาคภูมิใจเล็กๆของชาวเรา ที่มีผู้ให้สนใจในตัวเรือเหาะ ถึงขั้นมาิิติดต่อ

ขอรายละเอียด และสัมภาษณ์ัผู้หลักผู้ใหญ่ในบ. เพื่อนำไปลงในนิตยสารรายเดือนฉบับหนึ่ง ที่ถึงจะเป็นนิตยสาร

ที่ค่อนข้างอยู่ในวงแคบ แต่ก็ถือเป็นก้าวแรก ที่จะเริ่มเผยแพร่ภาพและเรื่องราวของเรือเหาะออกสู่สายตาคนทั่วไป

 

นิตยสารนั้นได้แก่ R.C.Flying ฉบับเดือนธันวาคม ครับ

 

 

เนื้อหา cover story อาจจะไม่มากนัก และไม่ได้ลงบทสัมภาษณ์แบบคำต่อคำ แต่ก็มีเนื้อหาที่ครอบคลุมใช้ได้

จำนวนหน้าอาจจะไม่มาก แต่เชื่อว่า ไม่น้อยจนเกินไปครับ 

 

ใครสนใจ อย่าลืิมไปซื้อหามาอ่านกันนะครับ (ไม่มีัเงินจริงๆ ไปยืนอ่านก็ยังดี เอ้า )