Categories

เมื่อวานได้อ่าน tweet ของ @kohsija จึงได้มีโอกาสเข้าไปอ่าน blog ที่เรียกได้ว่าร้อนแรงจริงๆ

ได้แก่้ entry ที่มีหัวข้อว่า ผมเกลียด amway ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนเข้ามา comment ได้ตลอด 4 ปี

 

หลังจากที่นั่งบ้าอ่าน comment ในนั้นทั้งหมด 153 เมนท์ จึงสามารถสรุปความเห็นได้จากทั้ง 2 ฝ่าย

และเนื่องจากผมเป็นคนที่ค่อนข้างเฉยๆ ไม่ได้นิยมชมชอบธุรกิจ MLM แต่ก็ไม่ได้คิดว่ามันมีเลิศอย่างที่

สาวกบางคนพร่ำบอก วันนี้เลยคิดว่ามาระบายความเห็นของตัวเองในฐานะนักเรียนโรงเรียนธุรกิจลง blog

เสียหน่อยหลังจากร้างราไปนาน โดยแยกเป็นประเด็นๆละกัน จะได้อ่านง่าย

 

1 สินค้า amway เป็นของดีใช้แล้วคุ้ม ถึงมันจะแพง

อืม มันก็คงดีจริง แต่ในท้องตลาด พวกของแพงแล้วดีเนี่ย มันก็มีอยู่เยอะนะครับ

ถ้าจะเลือกจริงๆ แต่คนส่วนมากมักจะไปเทียบกับสินค้า consumer (พวกราคาถูก เน้นขายปริมาณ)

 แล้วก็มาบอกว่าสินค้าทั่วไปถูกแต่ใช้ได้แป๊บเดียว อืมก็ใช่ครับ แต่คุณขาดข้อมูลอีกด้านว่าคุณเอาสินค้า

ระดับกึ่งสูงมาเทียบกับสินค้าใน consumer store ไม่ได้ แต่ต้องเทียบกับสินค้าระดับกึ่งสูงด้วยกันเอง

 

เมื่อนั้นแล้วจะพบว่าสินค้าอื่นหลายๆตัว ดีเท่าหรืออาจมากกว่า ในราคาที่ต่ำกว่าของ amway

แต่ทิ้งท้ายนิดนึงว่าสินค้าบางตัวมันก็คุ้มจริง ไม่้เถียง แต่ผมรู้สึกว่า มีน้อยนะ

 

2 ธุรกิจ MLM ไม่เสียค่าการตลาด จึงขายสินค้ามีคุณภาพในราคาไม่แพง และนำมาจ่ายคืนผู้ขาย amway โดยตรง

อ้าว ก็บอกอยู่แล้วว่า นำกำไร มาจ่ายให้ผู้ขาย แล้วคิดว่ามันไม่มี "ค่าการตลาด" จริงๆหรอครับ แค่มันไม่ได้เสียให้

agency โฆษณาหรือ presenter เท่านั้นเอง แต่เอามาจ่ายพวกตำแหน่งสูงๆ หรือเอามาจ่้ายเป็นค่ารางวัลต่างๆ

เพื่อล่อใจให้คนอื่นเข้ามาสมัครใหม่ไง

ดังนั้นไม่ต้องห่วงครับ ทุกธุรกิจต้องการกำไร เพื่อชักจูงให้มีผู้บริโภคทั้งนั้น อยู่ที่จะจ่ายให้ใครนั่นแหละ

 

3 จากข้อที่แล้ว จ่ายให้ผู้ขาย ก็ดีกว่าจ่ายให้คนกลางอย่าง agency หรือยี่ปั๊ว ซาปั๊ว นี่นา?

อืม เอางี้ ขอให้อ่านข้อต่อไปดีกว่า

 

4 ธุรกิจนี้แฟร์ ใครทำใครได้ เหมือนเป็นธุรกิจของตัวเอง

ผมว่าผู้ก่อตั้ง amway (และธุรกิจ MLM อื่นๆ) ฉลาดมากๆที่ปลูกฝังแนวคิดนี้ให้คนหลงเชื่อได้

ลองคิดดูว่าธุรกิจทั่วไปต้องเสียเงินในการจ้างนักการตลาด, salesman และอื่นๆในแผนกการตลาด

แถมจ้างมาแ้ล้วพนักงานพวกนั้นจะรู้ลึกในตัวสินค้าแค่ไหนก็ไม่รู้ ต้องเปิดคอร์สสอน ให้เวลาเรียนงาน

ในขณะที่ธุรกิจ MLM สามารถดึงคนให้เข้ามาสมัครเป็น salesman ได้โดยธุรกิจได้เงินค่าสมัครจากนั้น

ก็บอกว่าคุณจะแนะนำสินค้าให้คนอื่นได้ก็ต้องใช้เอง อ่ะ ได้เงินค่าสินค้าแล้ว จากนั้นก็ปล่อยให้คนๆนั้น

พัฒนาตัวเองไป จะเป็นแค่ผู้ใช้สินค้า เป็นได้แค่ salesman หรือเป็นทั้งนักการตลาดและ salesman ได้

ในคนๆเดียวกัน บริษัทก็มีแต่ได้กับได้ทั้งนั้น (ยกเว้นจะเจอพวกคนขายที่เป็นนักตื้อก็จะทำให้ภาพลักษณ์

ของบริษัทเสียหายไป ซึ่งก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องแลกกันไป) จากนั้นผู้ขายเหล่านั้นก็จะไปสร้าง line เพิ่ม

เรื่อยๆ เพื่อสร้างเครือข่ายรายได้ของตัวเอง ตราบเท่าที่ line คุณยังอยู่ ก็ยังมีรายได้ใช่มั้ย แล้วเค้าเอามาจากไหน

ก็เอามาจากยอดขายของคนอื่นๆ และแน่นอน สมัยที่คุณเข้าไปใหม่ๆ เค้าก็เอายอดคุณไปจ่ายคนใน line ด้วย

เหมือนกัน ซึ่งผมว่ามันก็เหมือนกับจ่ายให้คนกลางนะ หรือถ้าคุณไม่คิดอย่างนั้น ก็สบายใจไป ยินดีด้วยจากใจจริง

และแนวทางการจ่ายเงินแบบใครทำใครได้ ก็ไม่ใช่้เรื่องแปลก เพราะฝรั่งเค้าจ่ายค่าจ้างโดยอิงจากเวลาทำงาน

อยู่แล้ว ไม่ได้มีเงินเดือนแบบคนไทย (พนักงานทั่วๆไปน่ะนะ) ดังนั้นเค้าก็แค่เปลี่ยนจากอิงเวลาทำงาน

มาเป็นยอดขาย แค่นั้น

 

5 หยุดทำแล้วก็ยังมีรายได้่ เป็นมรดกให้ลูกหลาน

ที่อื่นๆเค้าก็มีสวัสดิการนะครับ หรือถ้าไม่มีบำเหน็จบำนาญจริงๆ รายได้ที่คุณเคยได้ตอนทำงานก็น่าจะมีเก็บไว้

ใช่มั้ย แล้วก็คงเอาไปลงทุนหรืออย่างน้อยก็ฝากธนาคาร ดังนั้นถ้าจะมองจริงๆ ทำงานอะไรก็สามารถมีรายได้

หลังหยุดทำงานได้ครับ แค่ฉลาดในการลงทุนเท่านั้น แต่ มันอาจต้องอาศัยเวลามากกว่าการทำ MLM จริง

ส่วนเรื่องมรดก อันนี้ไม่ได้ศึกษาว่า MLM จะจ่ายให้ทายาทยังไงจึงไม่ขอพูดถึง แต่ถ้าทำงานอื่นๆแล้ว คุณจะไม่มี

มรดกใ้ห้ลูกหลานหรือไงครับ? เงินมีก็ฝากเอาไว้, เอาไปซื้อพันธบัตร, เอาไปซื้อหุ้นพื้นฐานดี, เอาไปซื้อบ้าน ที่ดิน หลากหลายครับ

เหล่านั้นก็เป็นมรดกได้ทั้งนั้นแหละครับ แต่ทองผมไม่แนะนำนะ เพราะระยะยาวแบบ 30-40 ปี ค่ามันลดลงได้ครับ

 

6 มีรายได้เยอะๆตั้งแต่อายุน้ิอยได้

ทำธุรกิจอะไร ถ้ามีความขยัน มีความสามารถ และมีดวง ก็รวยได้ทั้งนั้นครับ สมัยนี้พวกเศรษฐีหนุ่ม

เถ้าแก่เล็ก เถ้าแก่น้อย(ไม่ใช่สาหร่ายนะ) ก็มีให้เห็น

ในขณะเดียวกัน พวกที่ทำ MLM แล้วไม่สำเร็จก็มีให้เห็นมากมาย จึงคิดว่า ไม่ต่างกับธุรกิจอื่นๆเลย

 

7 เป็นลูกจ้างบริษัทเหมือนช่วยให้คนอื่นรวย ทำงานแบบนี้มีอิสระ เป็นนายตัวเอง

โถ พูดเหมือนตัวคุณคนเดียวทำให้บริษัทรวยได้ เค้าต้องจ้างคนเท่าไหร่ ใช้เงินเท่าไหร่ ถึีงจะเป็นบริษัท

ที่มั่นคง มีเงินมาจ่ายเงินเดือน จ่ายสวัสดิการคุณล่ะครับ

แล้ว MLM อิสระจริงหรือ ผมว่าการทำงานไม่มีคำว่าอิสระหรอกครับ เราทุกคนล้วนเป็นลูกจ้างของเงิน

ยังไงคุณก็ต้องใช้เวลาในการคุย ในการสาธิตสินค้ากว่าจะขายได้ ไม่ต่างจากลูกจ้างบริษัทที่ต้องใช้

แรงงานและเวลาในการได้มาซึ่งค่าจ้าง

ยกเว้นแต่คุณจะชอบงานขายอยู่แล้ว ได้เงินจากงานที่ชอบด้วยก็ยิ่งวิเศษ ก็นับว่าคุณโชคดีจริงๆ

 

8 MLM เปิดโอกาสให้คนที่เรียนมาน้อยได้มีโอกาสได้รายได้ดี

ข้อนี้ค่อนข้างเห็นด้วยนะ เพราะถ้าเรียนมาแค่ซักป. 4 ถ้าเป็นลูกจ้างให้ตายก็ไม่มีเงินพอหรอกครับ

ใช้ชนเดือนได้ก็เก่งแล้ว ดังนั้นผมว่า มันก็เปิดโอกาสให้จริงๆ

แต่ไม่ได้หมายความว่าเรียนมาเยอะแล้วจะมาขายแล้วดูโง่ ถ้าทำแค่เป็นอาชีพเสริม (อย่างมีจรรยาบรรณ)

ก็ถือว่าไม่เลว แค่คุณอาจจะเสียเวลาพักผ่อนไปบ้าง แต่ก็นั่นแหละ เพื่อควา่มมั่นคงเนอะ

 

9 คนขาย amway หากินกับคนรู้จัก หาผลประโยชน์จากเพื่อน

ข้อนี้ดูจะเป็นข้อเสียในมุมมองของคนไทย เนื่องจากคนไทยขี้เกรงใจปฏิเสธไม่เป็น

หลายๆคนไม่กล้าพูดว่า ไม่ ถ้าเป็นคนรู้จักมาขายของ ทั้งๆที่แค่บอกไปว่าไม่สนใจ

ไม่อยากซื้อ แค่นั้นก็จบ คิดอีกด้าน ธุรกิจอื่นๆที่เค้าเอาของมาขายคุณ ไม่รู้จักกันด้วยซ้ำ

แต่ไม่เห็นบอกเลยว่ามันมาหาผลประโยชน์จากเรา ดังนั้นต้องรู้จักเปิดใจกว้าง และปฏิเสธให้เป็น

แล้วปัญหาจะไม่เกิด

ส่วนพวกที่จะขายอย่างเดียว เสียเพื่อนเพราะเพื่อนไม่ซื้อนี่ ก็ปล่อยเค้าไปเถอะครับ ถืิอว่าเราทำบุญ

ด้วยกันมาแค่นั้นละกัน

 

ขอเขียนแค่นี้แหละ เมื่อยละ เดี๋ยวจะขี้เกียจอ่านกันด้วย ทั้งหมดก็เป็นมุมมองของผมของแง่ของการ

ค้าขายน่ะนะครับ ใครเห็นด้วยไม่เห็นด้วยยังไงก็ comment กันได้ ส่วนตัวผมไม่ได้ anti แต่ก็ไม่คิดว่า

ทำอะไรแบบนั้นแน่ๆ เพราะไม่ถนัดในการพูดจากหว่านล้อมคนหรือต้องพูดอะไรซ้ำๆครับ การพูดเรื่องเดียวกัน

เป็นครั้งที่ 3 ก็ทำให้ผมหงุดหงิดอย่างมากละ

บันทึกกระทง ปี 51

posted on 12 Nov 2008 16:09 by ari05

1 ปีผ่านไป ไวเหมือนโกหก

 

kratong 2008

 

ห่างหายจากการเขียน blog ไปนาน เนื่องจากแปรสภาพจากคนทำงานมาเป็นนิสิตอีกครั้ง

เลยคิดว่าชีวิตไม่ได้มีอะไรน่าสนใจจะมาเขียนเล่าอีก จนกระทั่งไปอ่าน tag เรียน..อย่างคนมีกึ๋น

จาก blog master ต่าย เลยคิดว่่า น่าจะเขียนด้านที่ตัวเองเรียนบ้าง เพราะคงน่าสนใจอยู่บ้าง

แต่ที่ผ่านๆมามีมหกรรมปั่น project ในวิชาที่เรียนชนิดได้นอนวันละ 4 ชม. เลยเพิ่งมาว่างเขีัยน

เริ่มเลยละกันเนอะ

 

ตอนนี้กำลังเรียนคณะอะไร สาขาอะไรอยู่?

 ปัจจุบันเรียนระดับบัณฑิตศึกษาสาขา IT ธุรกิจอยู่ แต่อยากเขียนถึงสาขาจบมาคือ

วิศวกรรมการบิน(aerospace engineering) จากม.เกษตรศาสตร์ ครับ

 

 - สาขาที่เรียน เรียนยังไง เรียนอะไรบ้าง?

 ข้อนี้ขอเล่ายาวๆ เพื่อเป็นแนวทางให้น้องๆที่สนใจด้านนี้นะครับ

ก่อนจะเข้าคำตอบ ขอเพิ่มคำถามเองก่อนว่า ถ้าจะเรียนด้านนี้ ควรมีความสนใจด้านไหน

 

เท่าที่ประสบพบเจอมา หลายๆคนจะมองภาพไม่ออกว่าสาขานี้เรียนไปทำอะไร เพราะมีบ้าง

ที่คิดว่าเรียนเพื่อไปเป็นนักบิน เพื่อเป็นช่าง หรือบางคนก็งงไปเลยว่าทำอะไรได้คิดแต่ว่า

ชื่อมันเท่ดี ก็ขอตอบแบบสิ้นคิดอีกว่า เรียนเพื่อเป็น วิศวกรอากาศยานครับ อันว่าวิศวกรไม่ได้

หมายความว่าเราจะเรียนไปซ่อมบำรุงโดยตรง ไม่ได้เรียนเพื่อให้เข้า cockpit ไปแล้ว ใช้ instrument

ได้ทุกตัว ชนิดแทบจะบินแทนนักบินได้ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด วิศวกรก็คือผู้ที่ทำการออกแบบ

โดยใช้ศาสตร์ต่างๆที่เกี่ยวข้อง และใช้ศาสตร์อีกหลายๆด้านในการ prove ว่าการออกแบบของเรานั้น

มีความปลอดภัย พิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์  และสามารถผลิตได้จริง ดังนั้นถ้าจำกัดความง่ายๆก็คือ

สาขานี้ เรียนเพื่อเข้าใจถึงหลักการออกแบบอากาศยาน ครับ

 

ใครที่อยากเรียนเกี่ยวกับช่างอากาศยานผมแนะนำ สถาบันการบินพลเรือน ที่นั่นเค้ามีแผนก

ด้านการเป็น operator หรือผู้ที่จะไปลงมืิอทำงานในเครื่องบินจริงๆครับ ทั้งช่างด้านต่างๆ ไฟฟ้า

แม้กระัทั่งไปทำงานในหอควบคุมการบิน ก็มี

 

ใครที่อยากเป็นนักบิน เรียนอะไรก็ได้ เพราะตามกำหนด spec ด้านการศึกษาของนักบินนั้น

คือแค่จบป.ตรี ดังนั้นไม่ต้องมาลำบากเรียนอะไรยากๆก็ได้ครับ เอาเวลาไปถนอมสายตาดีกว่า เหอๆ

 

เรียนยังไง

ณ ขวบปีที่ผมยังเรียนอยู่สมัยนั้น จะต้องสอบเข้าผ่านทางคณะวิศวกรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์บางเขน

(ชื่อเต็มๆที่ใช้ในการเลือกคณะตอน entrance) เข้ามาปี 1 ก็ต้องเรียนด้านวิทยาศาสตร์ทั่วไปก่อน

ทั้งคณิตศาสตร์ที่เรียน 2 ปี เทอมละตัว ฟิสิกส์ทั่วไป 1 ตัว เคมีทั่วไป 1 ตัว (ไม่มีชีวะครับ

ใครเกลียด bioแบบผม สบายใจไำด้ ) นอกนั้นก็วิชาพื้นฐานอื่นๆที่ควรเรียน เช่น ภาษาไทย สังคม

อะไรเทือกนี้เมื่อจบปี 1 ก็เอาเกรดมาเลือกภาควิชาที่ต้องการ แต่ไม่ได้เอามาจากทุกวิชานะครับ

เราจะเอามาจากวิชาในคณะเท่านั้น นั่นแปลว่าถึงจะเก่ง ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย ก็ไม่ได้เอามาช่วยตรงนี้

แต่ช่วยแค่เกรดเฉลี่ยรวมเท่านั้น

เมื่อขึ้นปี 2 ก็สังกัดภาควิชาไป ก็จะมีเรียนวิชาเฉพาะกันมากขึ้น แต่หลายๆตัวก็ยังเรียนรวมกันหลายๆภาคอยู่

เช่น static , dynamics เป็นต้น การเรียนโดยรวมก็เป็น lecture มี labทีได้ไปเล่นอะไรสนุกๆ

(และ make ผลการทดลองเล่น อิอิ)กันบ้าง มีการบ้าน การ project ย่อยไปตามแต่ละวิชาครับ

พอปี 4 จะมี project จบ ที่ทำกันกลุ่มละ 3-4 คน ด้วยหัวข้อที่แตกต่างกันออกไป

 

เรียนอะไรบ้าง

แบ่งศาสตร์หลักๆของการบินได้เป็น

- โครงสร้าง(structure) เรียนเกี่ยวกับความแข็งแรงของวัสดุ คำนวณความแข็งแรงของโครงสร้างต่างๆ

เช่น I-beam รับแรงทางตรงได้เท่าไหร่ แรงเฉือนได้เท่าไหร่ หรือถ้าจะยึดแผ่น metal sheet กับ beam

ต้องยิงหมุดยึด(rivet) กี่ตัว ตำแหน่งไหนบ้าง เป็นต้น

- เสถียรภาพการบิน(flight mechanic & stability) คำนวณว่าเครื่องบินในแบบต่างๆ มีปัจจัยด้านการบิน

อะไรบ้าง เช่น หนักเท่านี้ ต้องใช้แรงยกเท่าไหร่  ปีกต้องเป็นอย่างไรจึงจะพอ , ใช้ความเร็วแค่ไหน runway

ยาวเท่าไหร่ถึงจะยกตัวขึ้น , จุดศูนย์ถ่วงอยู่ตรงไหนถึงจะเสถียร, บินเอียงได้มากแค่ไหน ยกหัวได้มากแค่ไหน

หันหัวได้เร็วแค่ไหน เป็นต้น (เรื่อง mechanic ไม่เท่าไหร่ ยิ่งเกี่ยวกับการบินเหนือเสียงนี่ยิ่งสนุกครับ ชอบมาก

แต่เรื่อง stability ผมโคตรงงเพราะมันเรียนด้าน statics และ dynamics 3 มิติ โอ้ว ก๊อด )

-  ออกแบบ(design) เรียนด้านการออกแบบกันทั้งลำ เช่น spec ว่าให้นั่งได้ 4 ที่นั่ง จะยาวเท่าไหร่ดี

ปีกกว้างยาวแค่ไหน วางแพนหางยังไง เป็นต้น

- การขับดัน(propulsion) หลักๆก็เรียนหลักการและการคำนวณเกี่ยวกับเครื่องยนต์ gas turbine รวมไปถึง

การออกแบบ เช่น ออกแบบ blade ยังไง ไม่ให้พัง, ต้องการให้เครื่องบินที่หนักเท่านี้  บินเร็วได้เท่านี้

เครื่องยนต์ต้องแรงแค่ไหน มี compressor กี่ชั้น เป็นต้น

 

- สาขาที่เรียนเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง?

ก็ตามตัวครับ เป็นวิศวกร ทั้งจะไปออกแบบเครื่องบินเล็กๆก็ได้ หรือถ้าอยากทำงานสายการบิน

ก็จะเน้นด้านซ่อมบำรุงมากกว่า เช่น การวางแผน maintenance ในระยะต่างๆ รวมทั้งถ้าเจอ case แปลกๆ

ก็ต้องไปหา solution มาด้วย ว่าจะซ่อมหรือแก้ไขยังไง ให้สายการบินกระทบน้อยที่สุด ซึ่งในขั้นนี้วิศวกร

จะเป็นผู้วางแผน และออกแบบวิธีปฏิบัติงาน แล้วให้ช่างผู้ชำนาญการไปลงมือครับ

 ขอเน้นย้ำตรงนี้ว่าจะเห็นได้ว่าช่างกับวิศวกรนั้น ทำงานคนละส่วนและมีความสำคัญแตกต่างกัน

ไม่ใช่ว่าใครจะเป็นนายหรือหัวหน้าใครนะครับ อย่าเข้าใจผิด

 

- บอกเคล็ดลับการเรียนในสาขานี้อย่างคนมีกึ๋นมา 1 ข้อ

อันนี้ก็บอกง่ายทำยากอีกแล้ว คือ ขยัีนๆแหละครับ ทั้งการอ่าน จด ฟัง ทำความเข้าใจ

ขยันทำโจทย์ และอีกข้อคือ ควรมีความสนใจหลายๆด้านของการบินไม่ใช่ด้่านวิศวกรรมอย่างเดียว

แต่ควรศึกษาสิ่งที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น หลักการคิดของการออกแบบสนามบิน องค์กรที่ออกกฏข้อบังคับต่างๆ

ไม่ใช่จบไปไม่รู้จัก ICAO หรือ FAA เลย ซึ่งมีจะผลเวลาไปทำงานครับ

 

- อยากบอกน้องๆ ที่จะเลือกคณะนี้ว่า

น้องๆคงเคยได้ยินว่าสาขานี้หางานยากใช่มั้ยครับ? ผมขอบอกเลยว่า มันก็จริงนั่นแหละ

ฉะนั้นเตรียมใจไว้ด้วยว่าหนทางมันอาจไม่ไ้ด้ง่ายอย่างที่คิด แต่ก็ไม่ใช่จะไม่มีงานให้ทำเลย

ขอเพียงใจรักและรอบรู้ เชื่อว่า งานด้านนี้ มีที่ว่างเพียงพอสำหรับน้องๆครับ

 

ข้อมูลทั้งหมดอาจไม่ตรงกับในปัจจุบันนะครับ เพราะจบมานานพอควรแล้ว ทั้งหลักสูตร

และสถานการณ์ต่างๆอาจมีเปลี่ยนแปลง อ่านแค่พอเป็นแนวทางในการเรียน ให้เห็นภาพกว้างๆก็พอครับ

ถ้าใครสงสัยอะไรเพิ่มเติมอีักก็หลังไมค์มาได้ ถ้าอะไรรู้ก็จะตอบใ้ห้ครับ

 

แต่ออกตัวไว้ก่อนว่าผมไม่ได้ทำงานด้านนี้โดยตรง ฉะนั้น คงรู้อะไรที่มันลึกๆไม่ได้นะฮะ

entry นี้ไม่มีอะไรมาก นอกจากมาอวดของ ข้างล่างนี้



จำได้ว่า ผมไปดูบอลในสนามครั้งล่าสุด น่าจะเป็นที่นี่ ใน match เปิดสนามของไทยลีก(ไทยแลนด์พรีเมียร์ลีกในปัจจุบัน)
น่าจะปี 43-44 ได้ล่ะมั้ง อิอิ ที่สนามนี้แหละ ตอนนั้นตั๋วหรูสุดคือ 50 บาท อืม แพงจริงๆ 55

แล้วผมก็ร้างราการดูบอลสดๆไป เนื่องจากไม่มีคู่น่าสนใจ

จนปีที่แล้วเริ่มมีกระแสรักบอลไทยเกิดขึ้น ทั้งความพยายามจูงใจคนให้ไปเชียร์
พร้อมกับข้อมูลของคอลัมนิสต์สายข่าวฟุตบอลหลายคนว่า ทีมชาติไทยชุดนี้
มีการจัดการที่ดีขึ้นมาก เป็นมืออาชีพมากขึ้น ก็เลยคิดว่า บอลโลกรอบคัดเลือกนี่แหละ
เป็นโอกาสที่ดี ที่จะได้ไปพิสูจน์ รวมทั้งรื้อฟื้นไฟบ้าบอลของผม ที่มันเบาๆลงไป
มาร่วม 2 ปี ให้กลับมาแรงได้เหมือนเดิมซะที


ก็เลยฝากประชาสัมพันธ์ด้วยเลย ใครที่ชอบฟุตบอล แล้วได้มาอ่าน entry นี้ ก็ช่วยผมไปเชียร์
ทีมชาติไทยด้วยนะครับ ถึงจะไปไม่ไกลถึงบอลโลกรอบสุดท้าย แต่เชื่อว่า มีคนไปเชียร์ ไปให้กำลังใจ
นักฟุตบอลจะได้มีแรงซ้อม แรงใจกันให้มาก เพราะตั้งแต่ทำงานมา ผมรู้ซึ้งแล้วว่า คำว่า passion
มันสำคัญต่อการทำงานอย่างไร รายละเอียด ดูที่เว็บไทยทิกเก็ตได้เลย


ว่าแต่ ทำไมมันต้องเตะ midweek ด้วยเนี่ย ต้องถ่อสังขารไปถ.ที่รถติดโคตรๆหลังงานเลิกหรอนั่น โอว

ปกติผมไม่ใช่คนงมงาย หรือเชื่ออะไรง่ายๆ แต่ผมมีความเชื่อนึงในใจ

นั่นคือการที่คนเราจะได้มารู้จักกันนั้น ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่มีอะไรบางอย่าง

นำพามาให้เจอกัน หรือจะบอกว่า คนเราถ้ามีชะตาให้ต้องมารู้จักกัน ยังไงซะ

ก็มีเรื่องมาให้รู้จักกันจนได้

 

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้หยุดพักร้อนยาว จึงได้เดินทางไปเที่ยวจ.เชียงใหม่

ตามแผนการที่วางมาตั้งแต่ต้นปี โดยถือเป็นการกลับไปจ.นี้ ครั้งแรกในรอบ 5 ปี เนื่องจาก

มีเพื่อนคุณแม่มาตั้งรกรากที่นี่ เลยมีโอกาสได้ติดสอยห้อยตามคุณแม่มาเยี่ยมเพื่อนคนนี้

อยู่้เนืองๆ แต่ครั้งนี้เพิ่มเหตุผลมาอีกข้อ คือการกลับบ้านในช่วงปิดเทอมของคนที่ผมรักด้วย

ดังนั้น เลยถือโอกาสนี้ เป็นการเที่ยวตจว.ด้วยกันครั้งแรกไปด้วยเลย (ต่างคนต่างก็มีที่พัก

แถมมีรถให้ใช้อีก สบายไปเกินครึ่งแล้น)

 

ที่เล่ามาเป็นแค่การเกริ่นนำครับ เพราะเนื้อหาของหัวข้อ อยู่ในคืนที่ครอบครัวของคนที่ผมรัก

ได้มากินมื้อค่ำด้วยกันที่ร้านป้าผม ทำให้เหล่าผู้ใหญ่ได้มีโอกาสสนทนากัน ซึ่งเนื้อหาก็คงไม่พ้น

การเผา เอ๊ย การอวดความสามารถของลูกตัวเองตั้งแต่อดีตยันปัจจุบัน 55 ซึ่งข้อความช่วงหนึ่ง

ในการสนทนา ทำให้เกิดความสงสัยกันว่าลูกของป้าเค้า(ซึ่งเป็นน้องชายผม ตอนเด็กสมัยเค้ายังอยู่

กทม.ก็เคยมากิน นอน เล่นด้วยกันที่บ้านผม) กับคนที่ผมรักน่าจะรู้จักกันมาตั้งแต่เด็กสมัยที่เรียน

ดนตรีในร.ร.ดนตรีแห่งหนึ่งกลางเมืองเชียงใหม่

 

แต่ ณ ขณะนั้นก็ยังไม่มีใครสรุปได้ จนกระทั่งรอถึงวันที่ 7 ที่น้องผมกลับจากกทม. ไปที่บ้าน

แล้วก็ได้เจอหน้ากับคนที่ผมรัก น้องผมก็เลยบอกว่าจำได้ เพราะหน้าตาก็ไม่ได้เปลี่ยนไปมาก

แค่แก่ขึ้นเท่านั้น 55 (จริงๆอันนี้ผมพูดเอง ) ซึ่งเท่ากับว่า 9 ปีนับตั้งแต่การเรียนสมัยมัธยม

+ มหาวิทยา่ลัย ที่ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปใช้ชีัวิตของตัวเอง จนเมื่อไม่กี่วันก่อนจึงได้มา

"รู้จัก"กันอีกครั้งโดยมีผมเป็นตัวเชื่อม(เน้นว่า รู้จัุก ไม่้ใช่แค่เดินสวนกันกลา่งเมือง แ้ล้วต่างฝ่าย

ต่างก็ไม่รู้จักกันไป)

 

จะว่าโลกมันกลม หรือว่า 2 คนนี้มีชะตาที่ต้องให้มารู้จักกันดี?

 

ขอแถมตัวอย่างอีกคู่หนึ่งที่ผมได้ยินมาเมื่อปีที่แล้ว โดยเมื่อต้นปีที่แล้วผมได้รู้จักเพื่อนเพิ่ม

จากเว็บบอร์ดแห่งหนึ่ง โดยเพื่อนพี่น้องคู่นี้รู้จักกันผ่านเว็บบอร์ดแห่งนี้เหมือนกัน ก่อนได้มา

รู้จักกับผม เนื่องจากตอนนั้นต้องติดต่อเรื่องงานกันเล็กน้อย

 

เวลาผ่านไป จนวันหนึ่งขณะที่เรา 3 คนนั่ง taxi ผ่านไปย่านกลางเมืองใกล้ๆรพ.หัวเฉียวฯ

ก็มีคนเปิดประเด็นว่าเค้าคลอดที่นั่น ซึ่งทำให้อีกคนตอบรับทันที ว่าอ้าว เค้าก็เกิดที่นั่้นเหมือนกัน

ทำให้ลองถามๆกันดู จนรู้ว่าจริงๆแล้วทั้ง 2 คนนั้น ตอนเด็กบ้านอยู่ใกล้กัน โดยห่างกัน 2 block ได้

แต่ก็ไม่ได้รู้จักกัน และต่อมาก็ต่างฝ่ายต่างย้ายบ้านกันไปอยู่คนละมุมเมือง (คนนึงใกล้ท่าพระ อีกคน

ใกล้บางกะปิ) ผ่านไปกว่า 10 ปี ถึงได้มารู้จักกันได้ ผ่านโลกอินเตอร์เน็ต

 

จะว่าโลกกลม หรือว่า ทั้ง 2 คนนั้น มีชะตาให้ต้องมารู้จักกัน แม้จะย้ายถิ่นที่อยู่ไปแล้ว ก็มีเรื่อง

มาให้เจอกันจนได้?

 

มีใครที่เคยคิดแบบผมบ้างมั้ยครับ?